posttoday
ประเมินส่งออก56โต3.1-7.2%

ประเมินส่งออก56โต3.1-7.2%

08 มกราคม 2556

หอการค้าคาดทิศทางส่งออกปี 2556 โต 3.1-7.2% หวังตลาดอาเซียน-ตลาดรองเป็นหลักชี้ค่าแรง 300 กระทบความสามารถการแข่งขัน

หอการค้าคาดทิศทางส่งออกปี 2556 โต 3.1-7.2% หวังตลาดอาเซียน-ตลาดรองเป็นหลักชี้ค่าแรง 300 กระทบความสามารถการแข่งขัน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ทิศทางการส่งออกของไทยในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 3.1-7.2% หรือเฉลี่ย 4.9% มีมูลค่าการส่งออก 1.07 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกไปตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (อียู) จะขยายตัว1.5% ตลาดรอง เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ขยายตัว 12.1% และตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกาใต้ ขยายตัว 7.3% ซึ่งในกรณีที่แย่ที่สุดขยายตัว 3% มีโอกาสเป็นไปได้ 30-40% ส่วนกรณีที่ดีที่สุด 7% มีโอกาสเกิดขึ้น 50%

ทั้งนี้ การส่งออกในปี 2556 ยังคงไม่คึกคัก เนื่องจากมีเพียงตลาดตลาดอาเซียน และตลาดรอง ที่เป็นตลาดความหวังของการส่งออกไทย โดยตลาดอาเซียนจะมีบทบาทต่อการส่งออกของไทยมากขึ้น และไทยจะพึ่งพาตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยในปี 2556 สัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 51.4% จากปี 2555 ที่มีอยู่ 50.7% และการส่งออกไปอาเซียนจะขยายตัว 8.21% เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่มีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี ขณะที่ตลาดรอง จะขยายตัวได้ 12.1% ในปี 2556 โดยเฉพาะในตลาดฮ่องกง เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย แต่ในส่วนของไต้หวัน และแคนนาดาจะชะลอลง

ด้านตลาดหลักสหรัฐฯ อียูและญี่ปุ่น การส่งออกจะหดตัวต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ตลาดสหรัฐฯ การส่งออกชะลอตัวและยังต้องเจอกับปัญหาหนี้สาธารณะ ส่วนตลาดจีนจะขยายตัวในระดับต่ำ เพราะจีนพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อียู และญี่ปุ่น ดังนั้นการที่ตลาดหลักชะลอตัวย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกของจีน ทำให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง

"คาดว่าการส่งออกในไตรมาส 1 จะมีมูลค่า 5.55-5.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวประมาณ 3.5% หรือขยายตัวในช่วง 1.7-3.5%"นายอัทธ์กล่าว

สำหรับปัจจัยลบที่กระทบต่อการส่งออกปี 2556 ได้แก่ เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยง ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจว่ามีแนวโน้มชะลอลง การปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ภาระต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาจะลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยการปรับขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่มีค่าแรงสูงเป็นลำดับที่ 6 ของประเทศในอาเซียน รวมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน จากเดิมที่ไทยอยู่ในลำดับที่ 7

นอกจากนี้ แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดต่ำลง อัตราแลกเปลี่ยนมีทิศทางแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.24-3.32% เพราะเศรษฐกิจเอเชียดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ คาดว่าจะทำให้มีการลงทุนไหลเข้าในเอเชียมากขึ้น รวมทั้งต้องจับตาการสรุปปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ หลังเดือนมี.ค.2556 เพราะจะส่งผลต่อค่าเงินบาทของไทย โดยค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าแตะระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ

นายอัทธ์ กล่าวว่า ด้านสินค้าที่คาดว่าจะรุ่งเรือง ได้แก่ ไก่แช่เย็นและแช่แข็ง เพราะญี่ปุ่น เกาหลีใต้จะเปิดตลาดไก่สดแช่เย็นให้ไทยอีกครั้ง มันสำปะหลัง ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น และมีราคาอยู่ในระดับใกล้กับปี 2555 ยานยนต์และชิ้นส่วน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนสินค้าที่ต้องลุ้นว่าจะเติบโต คือ ยางพารา โดยต้องลุ้นให้จีนนำเข้าจากไทยมากขึ้น เฟอร์นิเจอร์ เพราะได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท ส่วนสินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะร่วงลง ได้แก่ ข้าว เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป เพราะต้นทุนแรงงานไทยสูง และกุ้งแช่เย็นและแช่แข็ง เพราะความเสี่ยงจากโรคระบาดในกุ้ง

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69