
เริ่มที่จบ
ใครพร้อมเกษียณยกมือขึ้น!!! เริ่มต้นปีใหม่อย่างนี้ ทำไมมาชวนคุยเรื่องเกษียณ? ไม่ได้มีเจตนาจะชวนให้ใครเลิกทำงานหรอกนะคะ แค่อยากรู้ว่ามีกี่คนที่มั่นใจว่าพร้อมรับการเกษียณของตัวเองแล้วบ้าง
ใครพร้อมเกษียณยกมือขึ้น!!! เริ่มต้นปีใหม่อย่างนี้ ทำไมมาชวนคุยเรื่องเกษียณ? ไม่ได้มีเจตนาจะชวนให้ใครเลิกทำงานหรอกนะคะ แค่อยากรู้ว่ามีกี่คนที่มั่นใจว่าพร้อมรับการเกษียณของตัวเองแล้วบ้าง
...“พี่ครับ ผมเพิ่งอายุ 32 ยังต้องทำงานอีกตั้ง 28 ปี ขอผมใช้ชีวิตให้เต็มที่ก่อนไม่ได้หรือครับ” เสียง “หนุ่ม” ลอยขึ้นมากลางวงอาหาร
การใช้ชีวิตหลังเกษียณก็ต้องการ “เต็มที่” เช่นกันค่ะ เราต้องคิดตั้งแต่วันนี้ว่าต่อไปจะมีใครเลี้ยงดูเรา ถ้าเจ็บป่วยจะเอาเงินจากที่ไหนมารักษา แล้วยังภาระที่จะต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตคนอื่นอีก จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องวางแผนล่วงหน้ากันยาวๆ คนส่วนใหญ่มักนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงาน อาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว รอให้อายุปลายหลัก 4 หรือขึ้นเลข 5 ก่อนแล้วค่อยเตรียมตัว แต่จะทันเหรอคะ
...“หนุ่ม” คงลืมคิดไปว่า ถึงตอนอายุ 50 “หนุ่ม” คงเป็นแค่ชื่อ เวลาที่ผ่านไปจะพรากหลายสิ่งหลายอย่างไปโดยไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ “วันนี้” จึงไม่เร็วเกินไปสำหรับ “หนุ่ม” ที่จะเริ่มวางแผนเพื่อการเกษียณ
การวางแผนการเงินเรื่องนี้ควรเริ่มจากคำถามว่า “หลังเกษียณ ต้องการมีเงินใช้เท่าไหร่” หลักคิดง่ายๆ คือ เอาค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ต้องการใช้หลังเกษียณ คูณด้วย 12 แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ เช่น เกษียณตอนอายุ 60 ปี หวังว่าจะอยู่ต่ออีก 20 ปี และอยากใช้จ่ายอย่างสบายๆ เดือนละ 2 หมื่นบาท ผลลัพธ์ของเงินที่เราต้องมี ณ วันเกษียณ คือ 4.8 ล้านบาท จำนวนสูงไม่ใช่เล่น นี่ขนาดยังไม่บวกเงินเฟ้อและรายจ่ายฉุกเฉินอย่างอื่นอีก
...“หนุ่ม” เริ่มสนใจ “แล้วถ้าผมจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ผมต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ครับ”
เงิน 4.8 ล้านบาทข้างต้น หาก “หนุ่ม” จะเริ่มเก็บและลงทุนวันนี้ โดยหวังผลตอบแทนเบาะๆ สัก 5% ต่อปี ในเวลา 28 ปีที่ “หนุ่ม” ยังทำงานอยู่นี้ เขาต้องเก็บเงินเพื่อไปลงทุนปีละประมาณ 8.2 หมื่นบาท หรือเกือบ 7,000 บาทต่อเดือน ...“หนุ่ม” ยิ้มอย่างเหนื่อยๆ เขาคงต้องลดงานสังสรรค์ลงบ้างเพื่อการนี้
การที่จะอดเพื่อออมและลงทุนอย่างมีวินัยสม่ำเสมออาจเกิดขึ้นได้ยากโดยธรรมชาติ จึงต้องมีเทคนิคมาเป็นตัวช่วย เทคนิคอย่างหนึ่งชื่อว่า “Dollar Cost Averaging หรือ DCA” ซึ่งเป็นการทยอยลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือน โดยที่เราแจ้งกับธนาคาร เช่น ธนาคารที่เรามีเงินเดือนเข้าเป็นประจำ หรือแจ้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ให้หักเงินจากธนาคาร แล้วนำไปลงทุนในสินค้าทางการเงินที่เรา “รู้จัก” และเหมาะสม
...“หนุ่ม” ต้องการผลตอบแทนปีละ 5% หากฝากเงินกับธนาคารเพียงอย่างเดียวคงไม่ตอบโจทย์เป็นแน่
เงินที่ธนาคารหรือ บล.หักไปนี้ เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เขานำไปลงทุนในอะไร ที่น่าสนใจเป็นพิเศษน่าจะเป็น “RMF” หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว เราจะขายเพื่อเอาเงินมาใช้ได้ก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี นั่นคือเงินเป้าหมายหลังเกษียณ หากไม่พลาด พลั้งหรือเจอเหตุการณ์วิกฤตรุนแรง ก็ยังหวังได้ว่าจะได้ตามเป้าหรือเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ RMF ยังช่วยประหยัดภาษีในทุกปีที่เราซื้อ โดยลงทุนได้สูงสุดปีละไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท
และเมื่อเอา DCA มาใช้กับการลงทุน RMF ก็จะเป๊ะมาก เพราะ DCA จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในทุกๆ เดือน จึงเป็นการเฉลี่ยราคาซื้อโดยอัตโนมัติ และยังช่วยลดโอกาสที่จะผิดเงื่อนไขโดยไม่ตั้งใจ เพราะ RMF มีอีกเงื่อนไขว่าต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี การลืมซื้อ RMF จนต้องคืนเงินลดหย่อนภาษีย้อนหลังและค่าปรับก็จะไม่เกิดขึ้นกับเราค่ะ
แค่จะไปปาร์ตี้ศุกร์นี้ “หนุ่ม” ยังวางแผนอยู่นานสองนาน แล้วเรื่องสำคัญอย่างการใช้ชีวิตหลังเกษียณจะไม่วางแผนล่วงหน้าได้อย่างไร เริ่มต้นวางแผนโดยนึกถึงตอนจบชีวิตการทำงานของคุณ และลงมือปฏิบัติตั้งแต่ต้นปี นี่คือความหวังดีที่อยากให้ทุกคนมีอิสระทางการเงินและใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการค่ะ







