
SEAFCO โตตามกลุ่มรับเหมาฯ
ฉบับที่แล้วดิฉันพูดถึงภาพแนวโน้มตลาดหุ้นในปีนี้ทั้งปีที่ยังคงดูสดใสจากความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนเอง ซึ่งย่อมเป็นที่หมายของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก (แต่ความผันผวนระหว่างปียังคงมีอยู่นะคะ โดยเฉพาะระยะสั้น เพราะดัชนีคงไม่ขยับขึ้นอย่างเดียวเป็นเส้นตรงแน่ๆ) โดยกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศ จากเม็ดเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่เน้นโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบรางและการขนส่งทางบก หุ้นในกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว
ฉบับที่แล้วดิฉันพูดถึงภาพแนวโน้มตลาดหุ้นในปีนี้ทั้งปีที่ยังคงดูสดใสจากความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนเอง ซึ่งย่อมเป็นที่หมายของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก (แต่ความผันผวนระหว่างปียังคงมีอยู่นะคะ โดยเฉพาะระยะสั้น เพราะดัชนีคงไม่ขยับขึ้นอย่างเดียวเป็นเส้นตรงแน่ๆ) โดยกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศ จากเม็ดเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่เน้นโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบรางและการขนส่งทางบก หุ้นในกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว
คอลัมน์ฉบับนี้จึงขอพูดถึงหุ้นรับเหมาขนาดเล็ก คือ บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) มีมูลค่าตลาดเพียง 1,300 ล้านบาท มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 215 ล้านหุ้น แต่ซื้อขายอยู่ในตลาดเพียงประมาณ 135 ล้านหุ้น
ธุรกิจของ SEAFCO คืออะไร
SEAFCO เป็นผู้รับเหมางานฐานรากหรืองานเสาเข็มเจาะ งานกำแพงกันดิน งานฐานราก งานก่อสร้างโยธา และงานอื่นๆ เช่น ปรับปรุงคุณภาพดิน เป็นต้น สำหรับงานเสาเข็มเจาะ SEAFCO ถือได้ว่าเป็นเจ้าตลาดโดยเฉพาะเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ (เสาเข็มที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 600 มิลลิเมตร) ซึ่งบริษัทสามารถก่อสร้างได้ถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,000 มิลลิเมตร และมีความยาวมากกว่า 60 เมตร ซึ่งรับน้ำหนักได้เกิน 1,500 ตันต่อต้น เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ทุกระดับความสูง และเสารถไฟฟ้า กลุ่มลูกค้าของบริษัทมีทั้งภาครัฐและเอกชน โดยวิธีการประมูลทั้งที่บริษัทประมูลเองโดยตรงและรับเหมาช่วง โดยบริษัทมีสายสัมพันธ์อันดีกับ บริษัท ช.การช่าง (CK) และมักได้งานที่ CK ประมูลได้เสมอๆ
เริ่มกลับมาสดใส
แนวโน้มของ SEAFCO เริ่มสดใสหลังจากที่เริ่มรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สนามชัยท่าพระ (รับเหมาช่วงมาจาก CK) ในไตรมาส 3 ของปี 2555 ที่ผ่านมาหลังจากล่าช้ามาระยะหนึ่ง ขณะที่งานก่อสร้างโยธาภาครัฐที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำมาก ซึ่งเป็นตัวฉุดผลประกอบการในปี 2553-2554 กำลังจะหมดไป
แม้ว่ารายได้ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 จะลดลง 9.4% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า เพราะในช่วงแรกของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นช่วงของการขนย้ายเครื่องจักร เตรียมสภาพพื้นที่และคนทำงาน มักไม่ค่อยมีรายได้ แต่พัฒนาที่ดีขึ้นมากคืออัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 15.8% จากงวด 9 เดือนแรกปี 2554 ที่ยังอยู่ที่ 9.7% เพราะบริษัทรับเฉพาะค่าแรง ไม่รวมค่าวัสดุที่ทาง CK ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งทำให้กำไรปกติงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 โตก้าวกระโดดถึง 599.4% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็น 84 ล้านบาท
พลิกกลับมาเป็นกำไรในปี 2555 และจ่ายปันผลได้ จากขาดทุนใน 2 ปีก่อนหน้า
แนวโน้มดีขึ้นต่อในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 เพราะนอกจากจะรับรู้รายได้ต่อเนื่องของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (กำหนดแล้วเสร็จปลายไตรมาสแรก ปี 2556) แล้ว ยังเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวไปสมุทรปราการ (รับเหมาช่วงมาจาก CK) มูลค่า 440 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จไตรมาส 2 ของปีนี้ โครงการนี้เป็นงานที่มีอัตรากำไรขั้นสูงเพราะเป็นงานที่รับเฉพาะค่าแรง จึงมีแนวโน้มว่ากำไรในไตรมาสสุดท้ายจะเป็นกำไรสูงสุดของปี 2555 เราคาดประมาณ 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.6% จากไตรมาสก่อน หรือ QQ และดีขึ้นจากที่ขาดทุน 69 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2554 ซึ่งจะทำให้ทั้งปี 2555 พลิกมาเป็นกำไรสุทธิ 138 ล้านบาท และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลได้ 0.18 บาทต่อหุ้น จากที่ขาดทุนและงดจ่ายปันผลในช่วง 2 ปีก่อนหน้า
ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอาคารสูงอีกมาก
โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าอีกไม่ต่ำกว่า 7 สาย บวกกับงานก่อสร้างอาคารสูงและคอนโดอีกมากในปีนี้ รวมทั้งสายสัมพันธ์อันดีกับ CK เป็นโอกาสที่ดีของ SEAFCO ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเสาเข็ม ประกอบกับงานที่ได้รับ บริษัทรับเฉพาะค่าแรง ไม่รวมค่าวัสดุก่อสร้าง ทำให้อัตรากำไรดีขึ้นกว่าในอดีตมาก
เราคาดว่ากำไรปกติในปี 2556 จะเติบโตต่อเนื่อง 16.8% SEAFCO จึงเป็นผู้รับเหมารายเล็กที่น่าสนใจจากอานิสงส์ของโครงการลงทุนมหาศาลในปีนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร หรือ PE เพียง 8.4 เท่า สัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (PBV) 1.9 เท่า ถือว่าถูกเมื่อเทียบกับผู้รับเหมารายอื่นในตลาดที่ซื้อขายที่ PE กว่า 15 เท่า และ PBV กว่า 2 เท่า ทาง FSS จึงแนะนำซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมาย 7.50 บาท อิง PE 10.5 เท่า







