
ต้นทุนพุ่ง!!!ประกันยักท่าขึ้นเบี้ยประกันรถ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
เริ่มมีการส่งสัญญาณออกมาจากธุรกิจประกันภัยแล้วว่า ในปีนี้อาจจำเป็นต้องปรับค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 10% ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าเสียหายต่อเบี้ยประกันภัยของกลุ่มรถคันแรกที่พุ่งไปอยู่ที่ 70% เมื่อเทียบกับค่าเสียหายของรถยนต์ทั่วไปที่อยู่เพียง 60% จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทประกัน จนต้องมีการส่งเรื่องเข้าไปหารือยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
แหล่งข่าวจาก คปภ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันหากบริษัทประกันจะขึ้นค่าเบี้ยประกันรถเพื่อให้สอดคล้องตามต้นทุน ก็สามารถทำได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เพราะอัตราเบี้ยประกันที่ คปภ.กำหนดให้บริษัทประกันใช้ ก็ไม่ได้ระบุไว้ตายตัว แต่เป็นการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำและขั้นสูงไว้ ให้บริษัทประกันใช้ตามความสามารถของแต่ละบริษัท และส่วนใหญ่ในปัจจุบันค่าเบี้ยประกันรถชั้น 1 ที่บริษัทประกันคิดกับลูกค้าจะอยู่ในเกณฑ์ระดับกลางลงมาต่ำมากกว่า ซึ่งก็เป็นผลมาจากสภาพการแข่งขันนั้นเอง
ดังนั้น แม้ต้นทุนทั้งด้านค่าจ้าง ค่าอะไหล่ ค่าดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น 10% ก็ยังมีช่องว่างอีกมากให้บริษัทประกันสามารถปรับขึ้นค่าเบี้ยได้อีก โดยไม่จำเป็นต้องขอมาทาง คปภ.ก็ได้ ซึ่งหากบริษัทประกันเห็นว่ากลุ่มรถคันแรกมีต้นทุนหรือค่าสินไหมสูงกว่ากลุ่มรถปกติก็ปรับขึ้นเบี้ยได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่ คปภ.กำหนด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบริษัทประกันส่วนใหญ่คงไม่ปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันรถพร้อมกันหมด เพราะความสามารถในการบริหารต้นทุนของแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน และสภาพการแข่งขันที่เป็นอยู่ ต่างก็ทำให้ทุกบริษัทต่างรักษาฐานลูกค้าหรือส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองไว้
ด้าน พุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันรถในขณะนี้ เนื่องจากค่าเบี้ยที่ได้รับจากลูกค้ายังเพียงพอกับความเสี่ยงอยู่ และยังเร็วไปที่จะรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งจากโครงการรถคันแรก ค่าจ้าง 300 บาท และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโครงการรถคันแรกปัจจุบันก็ยังออกมาไม่เต็ม 100% ซึ่งคาดว่าคงต้องรอถึงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ถึงจะประเมินผลกระทบที่ชัดเจนได้
“หากจะให้วัดผลกระทบจากโครงการรถคันแรก ตอนนี้ยังเร็วเกินไป คงต้องประมาณไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ถึงจะเห็นภาพได้ชัดขึ้น ซึ่งการจะขึ้นค่าเบี้ยตามต้นทุนหรือไม่นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า หากจะขึ้นต้องขึ้นทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับประเภท ยี่ห้อ และขนาดซีซีของรถด้วย ไม่สามารถเหมารวมได้” พุทธิพงษ์ กล่าว
สำหรับวิธีการคิดต้นทุนค่าเบี้ยของบริษัทประกันนั้น ก็จะนำตัวเลขต้นทุนประกันของรถทั้งระบบและของรถแต่ละรุ่นมาชั่งน้ำหนักก่อนว่ามีกำไรหรือไม่ แล้วค่อยมาตัดสินใจอีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือลดลง ซึ่งโดยเฉลี่ยต้นทุนในแต่ละปี ทั้งเงินเฟ้อ ค่าจ้างปกติ ค่าอะไหล่ ค่าซ่อม ต้นทุนบริษัทก็เพิ่มเฉลี่ย 37% อยู่แล้ว เพียงแต่ปีนี้มีเรื่องค่าจ้าง 300 บาท เข้ามาร่วมด้วย และเชื่อว่าผลกระทบคงค่อยๆ มีขึ้นจากระดับล่างขึ้นมาข้างบน ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
โดยปัจจุบันหากค่าเบี้ยประกันรถชั้น 1 มีอยู่ด้วยกัน 5 ระดับ บริษัทประกันส่วนใหญ่ก็จะคิดค่าเบี้ยอยู่ที่ระดับ 23 อย่างเบี้ยกลุ่มรถคันแรกก็อยู่ประมาณ 1.2-1.5 หมื่นบาท หากอนาคตแบกต้นทุนไว้ไม่ไหวก็อาจปรับไปอยู่ที่ระดับ 34 ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ด้าน อำนาจ สมกลิ่น รักษาการนายกสมาคมอู่กลางการประกันภัย กล่าวว่า เรื่องค่าจ้าง 300 บาท สำหรับอู่แล้ว แทบไม่มีผลกระทบอะไร
เพราะปัจจุบันที่ว่าจ้างช่างกันอยู่ก็เกิน 300 บาทอยู่แล้ว เนื่องจากงานซ่อมรถเป็นงานช่างฝีมือ แถมปัจจุบันช่างฝีมือก็ขาดแคลนหากอู่ไหนให้ค่าจ้างต่ำ ช่างก็หนีย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน เพราะฉะนั้นในแต่ละปี ก็ต้องขึ้นค่าจ้างให้กับช่างปีละไม่ต่ำกว่า 10% อยู่แล้ว ส่วนค่าวัสดุในการซ่อมรถที่เฉลี่ยขึ้นปีละ 5-10% ก็เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันต้องรับผิดชอบตามความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ค่าเบี้ยประกันรถที่ออกไปสู่ตลาดในขณะนี้ ยังต้องอาศัยช่องทางขายจากโบรกเกอร์เป็นหลัก ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าแม้รถจะยี่ห้อหรือรุ่นเดียวกัน ออกมาป้ายแดงเหมือนกัน ทุนประกันและความคุ้มครองเท่ากัน ซื้อกับบริษัทประกันเดียวกัน
ค่าเบี้ยก็อาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ระดับ 100-1,000 บาท เพราะยังขึ้นอยู่กับตัวโบรกเกอร์เองด้วยว่า จะยอมเฉือนเนื้อจากค่านายหน้าออกไปคืนให้กับลูกค้ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งการแข่งขันในธุรกิจโบรกเกอร์ก็รุนแรงไม่แพ้ธุรกิจประกันภัย
ดังนั้น ทุกปัจจัยล้วนเป็นเหตุให้ค่าเบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ว่าได้







