
ยุทธศาสตร์สร้างเด็กไทยสู่ AEC (ตอนที่ 1)
เสาร์หน้าที่จะถึงนี้ เป็นวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. ซึ่งทุกท่านรู้ดีว่าเป็นวันเด็กแห่งชาติ แต่รู้มั้ยครับว่า เดิมทีวันเด็กในเมืองไทยที่เริ่มฉลองกันครั้งแรกในปี 2498 นั้น ฉลองกันในวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. นะครับ ฉลองกันมาได้ 8 ปี ผู้ใหญ่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเดือน ต.ค. มันยังมีฝนตกอยู่ เด็กๆ มางานลำบาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เลยมีมติเปลี่ยนมาจัดงานกันในเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. ตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา แต่ก็แบบไทยๆ นะครับ ไม่ค่อยคิดวางแผนล่วงหน้าเท่าไหร่ ครม.สมัยนั้นเอาเรื่องนี้เข้าประชุมในเดือน ก.พ. 2507 ว่าต่อไปจะฉลองกันในวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค.แทน ในปี 2507 เด็กๆ เลยอดฉลองวันเด็กกันเลย
เสาร์หน้าที่จะถึงนี้ เป็นวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. ซึ่งทุกท่านรู้ดีว่าเป็นวันเด็กแห่งชาติ แต่รู้มั้ยครับว่า เดิมทีวันเด็กในเมืองไทยที่เริ่มฉลองกันครั้งแรกในปี 2498 นั้น ฉลองกันในวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. นะครับ ฉลองกันมาได้ 8 ปี ผู้ใหญ่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเดือน ต.ค. มันยังมีฝนตกอยู่ เด็กๆ มางานลำบาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เลยมีมติเปลี่ยนมาจัดงานกันในเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. ตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา แต่ก็แบบไทยๆ นะครับ ไม่ค่อยคิดวางแผนล่วงหน้าเท่าไหร่ ครม.สมัยนั้นเอาเรื่องนี้เข้าประชุมในเดือน ก.พ. 2507 ว่าต่อไปจะฉลองกันในวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค.แทน ในปี 2507 เด็กๆ เลยอดฉลองวันเด็กกันเลย
มาดูคำขวัญวันเด็กกันบ้าง ผมว่ามีอะไรให้เรียนรู้เยอะเลยครับ ตั้งแต่ปี 2499 ซึ่งเป็นปีแรกที่ไทยเรามีคำขวัญมอบให้เด็กโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่า “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม” ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คำขวัญวันเด็กทั้ง 5 ปี เริ่มต้นด้วยประโยคเดียวกันหมดว่า “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า...” แล้วก็ต่อท้ายด้วยคำสั่งแบบทหารหาญเลยทีเดียวว่า “...จงเป็นเด็กที่รักก้าวหน้า...จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด...จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย...” ฯลฯ
จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมีโอกาสมอบคำขวัญวันเด็กถึง 10 ปี มีคำขวัญในปี 2516 ที่ผมคิดว่าคนจำได้มากที่สุด คือ “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” ซึ่งตอนหลัง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เอาคำขวัญดังกล่าวมาปัดฝุ่นและแก้ไขเล็กน้อย มอบให้เด็กในปี 2521 ว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง”
เราจะเห็นว่านายกฯ ไทยแต่ละสมัยก็พยายามจะหาคำที่เหมาะสม คำใหม่ๆ ที่พวกเขาคิดว่าเก๋ไก๋ หรือสังคมไทยกำลัง “ขาด” มาใส่ในคำขวัญวันเด็ก สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นสมัยแรกที่มีคำประเภท “ซื่อสัตย์ คุณธรรม และนิยมไทย” ในคำขวัญวันเด็ก ส่วนนายกฯ ชวน หลีกภัย นี่ต้องถือว่าไม่ลอกใครเลย เพราะใช้คำใหม่หมดทั้ง 3 คำ ในปีแรกที่เป็นนายกฯ ในปี 2536 คือ “ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม”
นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มักจะ “คิดนอกกรอบ” โดยเขียนไม่ค่อยเน้นการมีสัมผัสเสียง และจะสะท้อนความเป็นตัวตนของนายกฯ ทักษิณ มาก โดยจะเน้นเรื่อง “คิด อ่าน และกล้า” ที่ไม่เคยมีนายกฯ คนไหนอยากให้เด็กไทยเป็นมาก่อน ส่วนนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้คำใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร คือคำว่า “จิต” โดยเขียนว่า “...จิตบริสุทธิ์...มีจิตสาธารณะ” และก็เน้นเรื่อง “คิด” เหมือนนายกฯ ทักษิณ
ส่วนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้ริเริ่มใช้คำว่า “ปัญญา” ซึ่งก็ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน อาทิ “...มีความรู้ คู่ปัญญา” ในปีที่แล้ว ส่วนปีนี้เก๋ไก๋สุด เพราะใช้คำว่า “อาเซียน” ในคำขวัญ และถือเป็นปีแรกที่คำขวัญวันเด็กเริ่มก้าวไกลไปสู่ภาคต่างประเทศแล้ว ปีนี้คำขวัญของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ คือ “รักษาวินัย ใฝ่ความรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” ครับ
เอาเป็นว่าผมรู้แล้วว่า “ใคร” คือตัวช่วยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในการนำพาไทยเข้าสู่อาเซียน ที่แท้เป็นเด็กๆ นี่เอง
ถ้างั้นเราลองมาดูยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาของไทยในการเข้าสู่เออีซีดูมั้ยครับ ว่าเด็กๆ จะเป็นตัวช่วยได้จริงมั้ย รัฐบาลนี้เขาเขียนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษาไว้ 6 ข้อดังนี้ครับ 1.ปรับเวลาเปิดปิดภาคเรียนอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อการโอนหน่วยกิตระหว่างกันของนักศึกษา 2.พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องอาเซียนให้เหมาะสมกับระดับการศึกษาขั้นประถม มัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา ทั้งความรู้เกี่ยวกับอาเซียน อัตลักษณ์ ภาษา และวัฒนธรรม 3.พัฒนาหลักสูตรมาตรฐานอาเซียนควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อรองรับการถ่ายโอนหน่วยการเรียนระหว่างสมาชิกอาเซียน 4.พัฒนากระบวนการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อให้เกิดทักษะในการอ่าน เขียน และสื่อสารได้ดี 5.พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยเน้นความร่วมมือกับสถานประกอบการเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวะให้มีทักษะ ความรู้วิชาชีพสอดคล้องกับความต้องการกับภาคการผลิตและบริการ 6.พัฒนา/สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีไอซีที เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้
อย่างนี้เรียกยุทธศาสตร์ไม่ได้จริงๆ ครับ และถ้าผู้ใหญ่เขียนยุทธศาสตร์การศึกษากันได้แค่นี้ นอกจากท่านจะ “ไม่สร้าง” เด็กไทยให้นำพาไทยสู่อาเซียนแล้ว ท่านกำลังจะ “ทำลายโอกาส” เด็กๆ อีกด้วยนะครับ







