
ทิสโก้เน้นคุณภาพเช่าซื้อโต15%
ปีนี้ขอมั่นคงหลังปีก่อนพุ่ง30%เตือนรถคันแรกห้ามก่อหนี้เพิ่ม
ปีนี้ขอมั่นคงหลังปีก่อนพุ่ง30%เตือนรถคันแรกห้ามก่อหนี้เพิ่ม
แบงก์ทิสโก้เน้นโตแบบมั่นคง คุมเข้มคุณภาพลูกค้า ลดเป้าเช่าซื้อปีนี้โตแค่ 15% หลังปีที่ผ่านมารถคันแรกดันยอดพุ่ง 30%
นายชลิต ศิลป์ศรีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรถยนต์ไว้ที่ 10-15% ลดลงจากปีที่ผ่านมา ที่มีการเติบโตสูงมากถึง 30% จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้เพียง 15% เนื่องจากได้รับผลดีจากโครงการรถคันแรก โดยมียอดสินเชื่อเช่าซื้อรวมอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เป็นรถป้ายแดง 1.4 แสนล้านบาท และรถมือสอง 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3-1.4%
สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ ยังเน้นการเติบโตแบบมั่นคงและเน้นดูแลเรื่องคุณภาพลูกค้า หนี้ครัวเรือนเป็นหลัก ซึ่งภาพรวมธุรกิจเช่าซื้อในปีนี้ ยังคงได้รับผลดีต่อเนื่องจากโครงการรถคันแรกที่มียอดค้างส่งมอบรถมาจากปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถโดยรวมปีนี้ยังไม่ลดลง แต่ยอดขายรถจะลดลงแทน และอยู่ที่ประมาณ 1.1-1.2 ล้านคัน เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่อยู่ประมาณ 1.4 ล้านคัน
ทั้งนี้ ในส่วนของเอ็นพีแอลยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ก็ต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนว่าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนด้วย ตัวลูกหนี้ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ต่อเนื่องได้หรือเปล่า ซึ่งหากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพียังเติบโตที่ 45% ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องเอ็นพีแอล
นายชลิต กล่าวว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคงเป็นเรื่องเดียว คือ การที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเกินตัว ไม่ประมาณการรายจ่ายของตัวเอง และกระทบต่อค่างวด แต่ถ้ารายได้ไม่ตก รายจ่ายยังคงที่ก็ไม่มีปัญหา และยังไม่เห็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น
นายชลิต กล่าวว่า ทางทิสโก้ดูอย่างรอบคอบว่าเป็นผู้ซื้อจริง ผู้ผ่อนจริง และเจ้าของจริงหรือไม่ หากไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะเพิ่มคนค้ำประกันเข้าไปอีก จึงไม่น่าห่วง เพียงแต่โครงการรถคันแรกเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ ที่ปกติจะทำงาน 23 ปีก่อน แล้วค่อยซื้อรถ ก็เปลี่ยนมาซื้อเลย โดยให้พ่อแม่เป็นผู้ค้ำประกันให้ เนื่องจากอย่างน้อยลูกค้าต้องมีรายได้รวมสุทธิ 2-2.5 หมื่นบาท หากผ่อนรถราคาคันละ 5 แสนบาท ผ่อนเดือนละ 1 หมื่นบาท ซึ่งทิสโก้กำหนดรายได้รวมสุทธิอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาท หรือ 2.5 เท่าของค่างวด ผ่อนไม่เกิน 40% ของรายได้
“ลูกหนี้ที่เพิ่งเรียนจบใหม่ เกือบ 100% มีรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ที่ไฟแนนซ์กำหนดอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องให้พ่อแม่เป็นผู้ค้ำประกันเพิ่ม แต่สิ่งที่กลัว คือ หนี้ครัวเรือนที่จะเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อรายรับจนมีผลต่อการส่งค่างวด ดังนั้น ขอให้ลูกหนี้อย่าสร้างหนี้เพิ่มอีก เงินแสนบาทที่ได้คืนจากรัฐก็ให้เก็บไว้ใช้เป็นสภาพคล่อง หรือนำไปลดหนี้สินตัวอื่น หากนำไปบริโภคด้านอื่นเพิ่มขึ้น โดยไม่ยอมลดหนี้ที่มีอยู่ ก็อาจมีปัญหาได้ ซึ่งในส่วนของการผ่อนค่างวดรถคันแรกระยะเวลา 1 ปี บวกกับเงินดาวน์แล้วก็คาดว่าน่าจะผ่อนไปแล้ว 2030% ของมูลค่ารถ” นายชลิต กล่าว







