
หุ้นไทยผงาดโตแซงจีดีพี
มูลค่า12ล้านล.เทียบชั้นแบงก์ตลท.เร่งหาสินค้าใหญ่เข้าเทรด
มูลค่า12ล้านล.เทียบชั้นแบงก์ตลท.เร่งหาสินค้าใหญ่เข้าเทรด
มาร์เก็ตแคปหุ้นไทยแตะ 12 ล้านล้านบาท สูงกว่ามูลค่าจีดีพีเป็นครั้งแรก เทียบชั้นอุตสาหกรรมธนาคาร
ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงสดใสต่อเนื่อง โดยระหว่างวันดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดที่ 1,415.81 จุด เพิ่มขึ้น 8.36 จุด ซึ่งในช่วงดังกล่าวมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 12 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2518 แต่หลังจากนั้นตลาดถูกแรงขายทำกำไรกดดัชนีลดลงมาปิดที่ระดับ 1,408.41 จุด เพิ่มขึ้น 0.96 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 51,182 ล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคปลดลงมาอยู่ที่ระดับ 11.97 ล้านล้านบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยคิดเป็นสัดส่วนเกิน 100% เมื่อเทียบกับขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มูลค่าตลาดหุ้นเทียบเท่าหรือสูงกว่ามูลค่าจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและการระดมทุนที่สำคัญของประเทศ จากในอดีตที่พึ่งพิงการระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก
“ในอดีตเราพึ่งแต่เงินกู้จากแบงก์ จนทำให้มูลค่าของอุตสาห กรรมธนาคารมีสัดส่วนเทียบเท่ากับจีดีพีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่จากนี้ไปเราจะมีตลาดหุ้นเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 1 เสา ทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้น” นายภากร กล่าว
อย่างไรก็ตาม มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยยังคงมีมูลค่าน้อยกว่าของตลาดหุ้นสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเนีย ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ระหว่าง 57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1521 ล้านล้านบาท เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังไม่มีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เข้ามาจดทะเบียนมากเท่าที่ควร ซึ่งตลาดก็พยายามหาทางเพิ่มขนาดมูลค่าตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผลักดันให้เกิดกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการนำบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเข้ามาจดทะเบียนแทน
นายภากร กล่าวว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยเติบโตค่อนข้างเร็วในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุด ขณะที่อัตราตอบแทนเงินปันผลก็สูงกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ประกอบกับปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนอยู่ในภาวะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ซบเซาลง ทำให้สภาพคล่องที่มีอยู่จำนวนมากในโลกไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอาเซียน รวมถึงตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า สาเหตุที่มูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดสูงถึง 5.1 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเพราะมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะตลาดอยู่ในช่วงที่ดี ทำให้มีแรงเก็งกำไรจากนักลงทุนรายย่อยและพอร์ตโบรกเกอร์เข้ามาผสมโรง ส่งผลให้วอลุมหนาแน่นกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด
ทั้งนี้ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากในแง่มูลค่าพื้นฐานตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 15.9 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับ พี/อี สูงสุดของตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตปี 2540 ที่ 16 เท่า ขณะที่ปัจจุบันพอร์ตโบรกเกอร์และนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นไว้ในมือค่อนข้างมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายทำกำไรทุกเมื่อ โดยมองว่าระยะสั้นดัชนีจะมีกรอบจำกัดที่ 1,3951,420 จุด







