
"จีสตีล"เพิ่มทุนปลดหนี้ ออก8.8พันล้านตีค่า1บาท/หุ้น
จีสตีล เสนอทางรอดเพิ่มทุนเฉียด 9,000 ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้เบ็ดเสร็จกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เทิร์นอะราว สตีล จากสหรัฐรอเทกโอเวอร์
จีสตีล เสนอทางรอดเพิ่มทุนเฉียด 9,000 ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้เบ็ดเสร็จกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เทิร์นอะราว สตีล จากสหรัฐรอเทกโอเวอร์
นายเอแฮบ การาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีสตีล (GSTEEL) เปิดเผยว่า บริษัทจะเสนอแผนเพิ่มทุนจำนวน 8,850 ล้านบาท หรือ 8,850 ล้านหุ้น คิดเป็น 40% ของทุนชำระแล้ว เสนอขายหุ้นละ 1 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้จำนวน 470 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยการแปลงหนี้เป็นทุน
สำหรับหุ้นเพิ่มทุนแบ่งชำระหนี้ 2 ส่วนคือ จำนวน 3,187.5 ล้านหุ้น ใช้ชำระหนี้หุ้นกู้ 170 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะครบกำหนดเดือน ต.ค. 2553 นี้ ที่เหลืออีก 5,662.5 ล้านหุ้น ชำระหนี้การค้าปกติ ซึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนหนี้ที่มีหลักประกัน 63 ล้านเหรียญสหรัฐ จะชำระเป็นเงินสดโดยวิธีหาพันธมิตรเข้ามา
ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าวจะดำเนินการได้ภายในไตรมาส 3 นี้ หลังจากการตรวจสอบบัญชีเป็นกรณีพิเศษจาก KPMG เสร็จในวันที่ 7 เม.ย. 2553 และได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
นายการาส กล่าวว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้น เนื่องจากการแปลงหนี้เป็นทุนมีเงื่อนไขห้ามเจ้าหนี้ขายหุ้นภายใน 30 เดือน ซึ่งหุ้นจำนวนนี้ไม่มีสิทธิออกเสียง นอกจากนี้หากราคาหุ้นในกระดานปรับตัวสูงกว่า 1 บาท บริษัท จีสตีล มีสิทธิซื้อหุ้นกลับคืน
สำหรับราคาหุ้น GSTEEL ณ วันที่ 25 มี.ค. 2553 อยู่ที่ 0.37 บาท แต่ราคาหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุน 1 บาท ส่งผลให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืนอย่างน้อย 20% ของหนี้ที่มีอยู่ หากมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 30 เดือน ทำให้เจ้าหนี้มีโอกาสได้รับชำระหนี้คืนสูงสุดเต็มจำนวน 100% ของหนี้
“สิ่งที่ทีมบริหารต้องการคือ ให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหนี้ช่วยกันให้ความสนใจในการเพิ่มมูลค่าหุ้น เพื่อให้บริษัทอยู่รอด เจ้าหนี้ได้คืนหนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายการาส กล่าว
นายอารี ลีวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบัญชีและการเงิน บริษัท จีสตีล กล่าวว่า ขณะนี้ทีมผู้บริหารอยู่ระหว่างการเจรจาขอความเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างจากเจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่หลักๆ ให้ความเห็นชอบแล้ว นอกจากนี้หากการปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ จะทำให้มีนักลงทุนใหม่เข้ามาลงทุน รวมทั้งบริษัท เทิร์นอะราว สตีล จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนและปรับปรุงการบริหารก็พร้อมใส่เงินทุนเข้ามา โดยมีเป้าหมายเป็นผู้ถือหุ้นระยะยาว
“บริษัท เทิร์นอะราว สตีล เข้ามาเทกโอเวอร์การปรับโครงสร้างเงินทุนและปรับปรุงการบริหาร พร้อมใส่เงินลงทุน เข้ามาถือหุ้นระยะยาว หลังจากทุกอย่างจบ โดยไม่ตัดการหาพันธมิตรใหม่ๆ รวมทั้งกลุ่มมิตซุยด้วย” นายลีวี กล่าว
นายการาส กล่าวเสริมว่า นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนจีสตีลและจีเจสตีล (GJS) มี 2 เหตุผลคือ 1.การเปลี่ยนแปลงการบริหารงานให้โปร่งใส มีบรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และ 2.งบการเงินสะอาด ไม่มีหมายเหตุผู้สอบบัญชี หลังจากตั้งผู้สอบบัญชีพิเศษแล้ว
ทั้งนายการาสและนายลีวีถือเป็นตัวแทนที่ บริษัท เทิร์นอะราว สตีล ส่งเข้ามาปรับโครงสร้างเงินทุนและปรับปรุงการบริหารของ GSTEE และ จีเจสตีล มั่นใจว่า แผนการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้สำเร็จ เนื่องจากการเข้ามาบริหารเพราะเห็นว่าทั้งจีสตีลและจีเจเอสมีข้อดี 2 ประการ คือ 1.มีเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียและของโลก ได้ผลผลิตที่ดี ราคาต่ำ มีโรงงานผลิตเหล็กที่ดีที่สุด 2 แห่ง จาก 40 แห่งของโลก
ประการสุดท้าย ตลาดเหล็กในไทยและเอเชียเป็นตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังนำเข้าเหล็กมาก แสดงว่าตลาดไทยยังดี
“สิ่งที่น่าสนใจของ 2 บริษัทคือ ระบบรีไซเคิลจากเศษเหล็กนำมาหลอมแปรสภาพเป็นเหล็กรีดร้อน ขณะที่บริษัทอื่นซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”
ปัจจุบัน จีสตีล และจีเจสตีล มีกำลังผลิตรวมกัน 3 ล้านตัน/ปี ซึ่งห่างจากจุดคุ้มทุนจำนวนมาก คาดว่าหลังปรับโครงสร้างทุนแล้ว 90 วัน การผลิตจะถึงจุดคุ้มทุน







