
เศรษฐกิจไทยไปโลด
ผ่านไปอีกปีแบบไม่ต้องลุ้นน้ำท่วมรอบ 2 เศรษฐกิจไทยปีนี้ไปได้สวย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มั่นใจว่าจะเห็นเศรษฐกิจเติบโต 5.7% เพราะได้การจับจ่ายในประเทศเป็นแรงหนุน และรายได้จากภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ประเทศมหาอำนาจสหรัฐ และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ขณะที่ปี 2556 ธปท.ก็เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เกินกว่า 4.7% อาจทะลุถึง 4.8%
ผ่านไปอีกปีแบบไม่ต้องลุ้นน้ำท่วมรอบ 2 เศรษฐกิจไทยปีนี้ไปได้สวย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มั่นใจว่าจะเห็นเศรษฐกิจเติบโต 5.7% เพราะได้การจับจ่ายในประเทศเป็นแรงหนุน และรายได้จากภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ประเทศมหาอำนาจสหรัฐ และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ขณะที่ปี 2556 ธปท.ก็เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เกินกว่า 4.7% อาจทะลุถึง 4.8%
ขณะที่ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี 2556 ยังคงต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพราะไทยต้องพึ่งการส่งออกเป็นหลัก แต่ยังเชื่อว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากแรงกระตุ้นของมาตรการรัฐบาล ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.27 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลา 7 ปี หรือประมาณปีละ 3 แสนล้านบาท คิดเป็น 2% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม หากย้อนอดีตช่วง 10 ปีพบว่า จีดีพีมีการปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับ 810% เหลือ 67% และ 45% ในปัจจุบัน สะท้อนเศรษฐกิจไทยสามารถยกระดับการพัฒนาขึ้นมา แต่ไม่สามารถรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ที่สำคัญยังเกิดปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำ
สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และจีดีพีโตระดับที่ 5% ยังคงไม่มีปัญหา แต่ประเด็นที่น่าห่วงคือการใช้ประชานิยมต่อเนื่องและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่คาด
เช่น ในกรณีที่เศรษฐกิจโต 3.5% หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและไม่ปรับตัวลง จึงเป็นความเสี่ยงและไม่มีใครรู้อนาคตตัวเลขจีดีพีที่แท้จริง ซึ่งเศรษฐกิจโตต่างกันจาก 4.5% เหลือ 3.5% ผลลัพธ์ก็แตกต่างกัน ที่สำคัญคือก่อหนี้มาแล้วใช้มีประสิทธิภาพหรือไม่ และก่อประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ทีดีอาร์ไอได้ศึกษาผลกระทบการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท หากสมมติฐานผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศทันทีในวันที่ 1 ม.ค. 2556 โดยไม่มีปัจจัยอื่นๆ เปลี่ยนแปลงทั้งการพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือการปรับราคาสินค้า จะทำให้จีดีพีในปี 2556 ลดลง 23% ทันที
ทั้งนี้ หากรัฐบาลเร่งปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 300 บาทอย่างรวดเร็วและไม่เป็นระบบ อาจจะส่งผลกระทบต่อการค้า การแข่งขันของภาคเอกชนในประเทศ ส่งผลต่อการเลิกจ้างงานในแรงงานระดับล่าง จนถึงการลงทุนและกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจในที่สุดโดยค่าแรงที่สูงขึ้น
อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นต้องประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรวมไปถึงเครื่องหนัง รองลงมาคืออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยางและเม็ดพลาสติก และก่อสร้าง
ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ประเมินว่า สิ้นปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับ 67% ค่อนไปทางสูง ส่วนปี 2556 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 5% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่ดีในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในรูปบริษัท หรือกิจการที่เป็นส่วนบุคคล เชื่อว่ายังขยายตัวได้ดีทีเดียว
เหตุผลหลักที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ให้น้ำหนักเศรษฐกิจ 2556 เติบโตถึง 5% เพราะเชื่อว่าจะเกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ ส่งผลให้เงินหมุนรอบ แต่โอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวมากจะเริ่มครึ่งหลังของปี 2556 โดยมองรัฐบาลมีโอกาสลงทุนระยะยาวจำพวกสาธารณูปโภค ซึ่งจะเป็นตัวปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศให้เกิดความสมดุล ด้วยการพึ่งพาการลงทุนในประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันไทยส่งออกเป็นหลัก
“ปี 2556 นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศอย่างหนึ่ง และน่าจะเห็นสิ่งดีที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งถ้าเราสามารถสร้างความเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ในประเทศได้ด้วยการรักษาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว เนื่องจากขณะนี้มีโอกาสสูงมากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงการลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ต่างจังหวัดสูงขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนคมนาคมหลายอย่าง หากทำได้ก็จะกระจายรายได้สู่ต่างจังหวัดมากขึ้น” ชาติศิริ กล่าว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2556 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบกระทบเศรษฐกิจในประเทศ คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจต่างประเทศทั้งจากสหรัฐและอียู แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลาย เพียงแต่ต้องติดตาม
ส่วนมหาอำนาจอย่างจีนเชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2556 ยังไปได้ดี ยังเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีเสถียรภาพ น่าจะเกื้อหนุนเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชียต่อเนื่อง
ขณะที่ วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2556 จะเติบโต 45% ยังเป็นทิศทางที่ดี ขณะที่ภาคการเงินยังมีความแข็งแกร่งและเดินคู่ขนานไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศได้ ตลาดหุ้นยังเติบโตไปได้ดี แต่กระนั้นก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ในต่างประเทศที่เป็นความผัวผวนหลักในปี 2556
อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารก็ต้องเตรียมความพร้อมในการเป็นเสาหลักให้เศรษฐกิจของประเทศ และต้องพร้อมรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 15% มีเงินกองทุนขั้นที่ 1 แข็งแกร่งโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน
ขณะนี้ธนาคารจึงมีความพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าสินเชื่อของธนาคารจะเติบโต 11.5 เท่าของจีดีพี และกระจายสินเชื่อไปในทุกกลุ่มทั้งลูกค้าขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ลูกค้าภาครัฐ และลูกค้ารายย่อย







