
ปีมะเส็งหุ้นไทยกำไรน้อย
คำถามหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ คือ จากนี้ไปดัชนีหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร ปี 2556 จะยังเป็นยุคทองอยู่หรือไม่
โดย...อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2552-2555) ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดตลาดหนึ่งของโลก โดยหากพิจารณาจากดัชนีปี 2552 ที่มีจุดเริ่มต้นที่ 449.96 จุด เทียบกับปัจจุบัน (20 ธ.ค. 2555) ที่ 1,377.40 จุด จะพบว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงถึง 206.11% และในปี 2555 หุ้นไทยได้สร้างสถิติสูงสุดหลายตัว
คำถามหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ คือ จากนี้ไปดัชนีหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร ปี 2556 จะยังเป็นยุคทองอยู่หรือไม่
ปี 2556 ดัชนีขึ้นน้อย
“สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มีมุมมองว่า ดัชนีหุ้นในปี 2555 ทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 16 ปี และแนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2556 ยังอยู่ในทิศทางที่ดี เนื่องจากยังมีสภาพคล่องจำนวนมากช่วยสนับสนุน
ขณะที่การลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะส่งผลไปถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะเติบโตในระดับ 20% โดยหากผลประกอบการของ บจ.เป็นไปตามที่มองไว้ เชื่อว่าดัชนีจะมีจุดสูงสุดของปีที่ระดับ 1,450 จุด ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทย ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (วอลุม) คาดว่าจะอยู่ในประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องจับตาความเสี่ยงเรื่องการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนได้ รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2555 เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปและสหรัฐ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าดีขึ้นมากแล้ว แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ดีอย่างที่คาดไว้ก็อาจจะกลับมาฉุดตลาดได้
นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องการอนุมัติเงินลงทุนในโครงการภาครัฐ เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และขนส่งระบบรางมูลค่า 2 ล้านล้านบาท หากไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ก็จะเป็นผลลบต่อการลงทุน
“กลยุทธ์การลงทุนในปี 2556 นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในช่วงไตรมาสแรก เนื่องจากคาด ว่าดัชนียังมีความผันผวน เพราะหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงช่วงปลายปี 2555 อาจทำให้มีแรงเทขายทำกำไรออกมาได้ ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากการแก้ไขปัญหาวิกฤตหน้าผาการคลังของสหรัฐ”
ดังนั้น จึงควรเลือกลงทุนในหุ้นปันผลสูงไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยพิจารณาลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 2 เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี เพราะเชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีหน้าเป็นต้นไป ภาวะเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น และดัชนีจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มเชิงบวกอีกครั้ง
สำหรับหุ้นที่ควรให้น้ำหนักการลงทุน ประกอบด้วย กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มไอซีที นิคมอุตสาหกรรม และบันเทิง โดยแนะนำให้นักลงทุนทยอยขายหุ้นเมื่อดัชนีขยับเข้าใกล้ระดับ 1,450 จุด ซึ่งอาจเป็นจุดกลับตัวสู่ขาลงของดัชนี
“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ สำนักวิจัยทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปีนี้ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบที่จำกัด ขึ้น เนื่องจากดัชนีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2552-2555) ทำให้มีโอกาสถูกเทขายทำกำไร ขณะที่สถิติในอดีตก็ชี้ชัดว่าการปรับตัวขึ้น 1 รอบ จะมีระยะเวลา 4 ปี หลังจากนั้นดัชนีจะเริ่มทรงตัวหรือลดลง ทั้งนี้คาดว่าดัชนีปี 2556 มีโอกาสขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,450 จุด ก่อนที่จะเริ่มไหลลง และทำให้ผลตอบแทนทั้งปีทรงตัวหรือติดลบได้
“หุ้นไทยคงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปก่อนโดยมีแรงส่งจากปี 2555 รวมถึงกำไร บจ.ที่มีโอกาสโตได้ถึง 15-20% แต่หลังจากนั้นคงจะอ่อนตัวลงจนทำให้ผลตอบแทนทั้งปีทรงตัวหรือลดลง ขณะที่นักลงทุนต้องจับตาปัญหาการเมือง ทิศทางดอกเบี้ยที่มีโอกาสสูงขึ้น รวมทั้งวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปที่อาจกลับมาถ่วงตลาดอีกครั้ง”
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะโดดเด่นในปี 2556 ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไอซีที ค้าปลีก และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งพึ่งพิงการลงทุนและบริโภคในประเทศเป็นหลัก
ส่วนมูลค่าการซื้อขายของตลาดคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2555 เล็กน้อย โดยอยู่ที่ 3.2-|3.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างสูงทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อขายหุ้นแต่ละรอบ รวมทั้งการแข่งขันเรื่องค่าคอมมิชชันที่รุนแรงจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายมากขึ้น
ระดมทุนคึกคัก
“ประเสริฐ ภัทรดิลก” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส ประเมินว่า ภาพรวมการระดมทุนในปี 2556 น่าจะยังดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการระดมทุนผ่านตลาดแรก (ไอพีโอ) ที่น่าจะคึกคักกว่าในปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่ดีที่สุดของที่ปรึกษาทางการเงินทุกแห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในปีหน้าจำนวนมาก เพราะภาวะตลาดเอื้ออำนวย สามารถเสนอขายหุ้นได้ในราคาดี
ขณะที่การผ่อนปรนหลักเกณฑ์ต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เช่น หลักเกณฑ์เรื่องโฮลดิง คอมพาร์นี เกณฑ์เข้าจดทะเบียนด้วยขนาดมาร์เก็ตแคป 5,000 ล้านบาท กระตุ้นให้มีผู้สนใจเข้าจดทะเบียนจำนวนมาก ทำให้คาดว่าในปี 2556จะมีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนด้วยเกณฑ์ดังกล่าวมีมากขึ้น นอกจากนี้คาดว่าในปีนี้จะมีการระดมทุนในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น เช่น การตั้งกองทุนโครง สร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
ส่วนการระดมทุนในตลาดรองก็น่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะความจำเป็นในการออกไปลงทุนต่างประเทศ การปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะกระตุ้นให้ บจ.ต้องระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงเหมาะสมที่สุด เพราะในตลาดมีสภาพคล่องมาก และนักลงทุนยังมีความมั่นใจที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน
อย่างไรก็ตาม มองว่าในปีหน้าการเมืองไทยอาจจะไม่นิ่งเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง โดยหากสถานการณ์รุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดและการระดมทุนโดยรวมได้
มะโรงปีทองหุ้นไทย
สำหรับภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในปี 2555ที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของการลงทุนในหุ้นก็ว่าได้ เนื่องจากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในเอเชีย และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 ขึ้นไปปิดที่ระดับ 1,391.93 จุด หรือให้ผลตอบแทนสูงถึง 36% ดัชนีได้ทำ|สถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี 10 เดือน อีกด้วย
นอกจากนี้ ในปี 2555 ยังเป็นปีแห่งการทำสถิติใหม่ๆ ของตลาดหุ้นไทย เริ่มจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสถิติมากสุดในอาเซียนเป็นครั้งแรกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) แตะ 11.83 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพิ่มขึ้น 41% จากปี 2554 และคิดเป็นสัดส่วน 84% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านล้านบาท
ด้านนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมตลอดทั้งปีเกือบ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและอาเซียนที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นทั่วโลก รวมทั้งการอัดสภาพคล่องเข้ามาในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน ทำให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมาก
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น เป็นหุ้นที่พึ่งพิงการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล ไอซีที อาหาร ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มยานยนต์ที่ได้ประโยชน์จากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลดีจากโครงการบ้านหลังแรกและความต้องการที่อยู่อาศัยที่ยังสูง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยต่ำช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อบ้านมากขึ้น โดยในจำนวนนี้มีหุ้นหลายตัวที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่
หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มเหล็ก
ภาพรวมการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2555 ถือว่าคึกคักอย่างยิ่ง โดยพบว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.6 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี จากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งหมด 154 แห่ง เป็น บจ.ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 119 บริษัท มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 35 บริษัท มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 5 กองทุน มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท
กลุ่มที่ระดมทุนสูงสุดคือกลุ่มทรัพยากรมูลค่า 9.4 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 9.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามด้วยกลุ่มธุรกิจการเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารกรุงไทย (KTB) 3.5 หมื่นล้านบาท และกลุ่มบริการ 3.2 หมื่นล้านบาท
เฉพาะ 3 อุตสาหกรรมนี้มียอดระดมทุน 70% ของมูลค่าทั้งหมด นอกจากนี้ยังมี บจ.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจรวมถึงบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจในที่ระดมทุนปีนี้มีมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท หรือ 49% ของมูลค่าทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม โดยมีหุ้นไอพีโอที่เข้าจดทะเบียนใหม่จำนวน 16 บริษัท สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 83.42% โดยมีเพียงบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) รายเดียวเท่านั้นที่ราคาหลุดจอง 9.52% ตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อขาย ทั้งนี้มีหุ้นให้ผลตอบแทนสูงถึง 200% จำนวน 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) และบริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (PPS)
นอกจากนั้น ยังมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 100% ในวันแรกถึง 5 บริษัท คือ บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ (VIH) บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) บริษัท ทีวี ไดเร็ค (TVD) บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) และบริษัท ที.เอ็ม.ซี.อุตสาหกรรม (TMC)







