
‘แอกซ่า’ลั่นพร้อมถือหุ้น49%
มั่นใจธนาคารกรุงไทยไม่ทิ้งทำรายได้ค่าธรรมเนียมดีสุด
มั่นใจธนาคารกรุงไทยไม่ทิ้งทำรายได้ค่าธรรมเนียมดีสุด
แอกซ่าฯ ลั่นพร้อมถือหุ้น 49% ในกรุงไทยแอกซ่า ประกันชีวิต
นายไมค์เคิล แพล็กซ์ตัน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงไทยแอกซ่า ประกันชีวิต เปิดเผยว่า ทางกลุ่มแอกซ่า สนใจที่จะถือหุ้นในบริษัท กรุงไทยแอกซ่า 49% ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และได้รับการตอบสนองที่ดี
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการกำหนดเวลาที่แน่นอนว่าจะเข้าถือหุ้น 49% เมื่อไร เป็นเพียงการหารือถึงความเป็นไปได้กับทาง คปภ.เท่านั้น
นายแพล็กซ์ตัน ยืนยันว่า การที่ธนาคารกรุงไทยมีการขายหุ้นของบริษัทออกมาทั้งจำนวนจะไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท และความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างทั้งสององค์กร เนื่องจากการขายหุ้นดังกล่าวเป็นเพียงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ บริษัทถือเป็นบริษัทลูกของธนาคารกรุงไทยที่ทำรายได้ค่าธรรมเนียมสูงสุด เมื่อเทียบกับบริษัทในเครือของธนาคาร และมั่นใจว่าปีนี้ยังจะทำรายได้ค่าธรรมเนียมดีต่อเนื่องให้กับธนาคารกรุงไทย เพราะการขายผ่านธนาคารเติบโตมาก
“6 ปีที่ผมเข้ามาบริหาร เรามีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับธนาคารกรุงไทย ทำให้ยอดขายผ่านตัวแทน และยอดขายผ่านธนาคารเติบโตในระดับเดียวกัน 50:50 และส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจาก 3.8% เมื่อ 6 ปีก่อน มาเป็น 10.6% ในปัจจุบัน หลังจากที่ผมครบวาระ และคุณเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ที่จะขึ้นมาแทนผมในเดือน ม.ค.นี้ ก็ทำงานร่วมกับธนาคารมาโดยตลอด มั่นใจว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีตลอดไป” นายแพล็กซ์ตัน กล่าว
ทั้งนี้ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทยได้ขายหุ้น 3 บริษัทประกันภัย ประกอบด้วย บริษัท กรุงไทยแอกซ่า ที่ธนาคารถืออยู่ประมาณ 50% หรือ 67.75 ล้านหุ้น บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย ประมาณ 45% หรือ 2.75 ล้านหุ้น และบริษัท ทิพยประกันภัย ประมาณ 16.15% หรือ 50.88 ล้านหุ้น ให้กับบริษัท กรุงไทย ร่วมทุน ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิง ที่ธนาคารจัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในบริษัทอื่น โดยธนาคารถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว 49% ที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย
ทั้งนี้ เพื่อปรับโครงสร้างการถือหุ้นของธนาคารในบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อให้โครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทประกันภัยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม) และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม) ที่กำหนดให้บริษัทประกันภัยจะต้องมีบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย และ/หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย (ซึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยถือหุ้นโดยตรงหรือโดยผ่านนิติบุคคลทุกทอดเกิน 50% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด) ถือหุ้นรวมกันเกิน 75% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทประกันภัยนั้น







