posttoday
ตปท.ซื้อหุ้น4.5หมื่นล.

ตปท.ซื้อหุ้น4.5หมื่นล.

19 ธันวาคม 2555

โพลผวาการเมืองเสี่ยงสุดปีหน้าปัจจัยบวกท่วมตลาดเป้า1,471

โพลผวาการเมืองเสี่ยงสุดปีหน้าปัจจัยบวกท่วมตลาดเป้า1,471

ผลสำรวจนักวิเคราะห์มองปีหน้า การเมืองเสี่ยงอันดับ 1 แซงปัญหายูโร ดัชนีวิ่งถึง 1,471 จุด ต่างชาติไหลซื้อ 4.58 หมื่นล้านบาท

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนปี 2556 จากบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 22 แห่งล่าสุด วันที่ 12 ธ.ค. 2555 พบว่า ความเสี่ยงการเมืองไทยเป็นอันดับ 1 ถึง 90% เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน (5 มิ.ย.) ที่อยู่อันดับ 2 เพราะกังวลกรณีจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจยูโรโซนร่วงไปอยู่อันดับ 2 จากครั้งก่อน และให้ภาครัฐใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนโครงการสาธารณูปโภค

ปัจจัยบวกนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะขยายตัวสูงถึง 15.2% เทียบกับปีนี้ที่ 21% รองลงมาคือ ภาษีนิติบุคคลลดลงเหลือ 20% และลดอัตราดอกเบี้ยการแก้ไขปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ

นายสมบัติ กล่าวว่า ปีหน้านักลงทุนต่างชาติจะซื้อหุ้นไทยสุทธิ 4.58 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจน้อยกว่าปีนี้ที่ซื้อแล้วกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท เป็นเพราะราคาหุ้นสูงต่อเนื่อง หลายตัวเกินปัจจัยพื้นฐาน นักวิเคราะห์มองตรงกันว่าราคาเกินมูลค่าที่แท้จริงไปแล้วในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจเหล็ก และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างละ 1 บริษัท

อย่างไรก็ดี หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันมีหลายสำนัก ได้แก่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ซึ่งมี 2 บริษัท คือ KBANK และ INTUCH ที่ยังคงแนะนำเหมือนผลสำรวจครั้งก่อน

นายสมบัติ กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีสิ้นปี 2556 อยู่ที่ 1,471 จุด มีจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,537 จุด และต่ำสุดที่ 1,245 จุด และราคาทองคำสิ้นปีหน้าอยู่ที่บาทละ 26,732 บาท

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนปีหน้ายังคงน้ำหนักเป็นหุ้นถึง 45% ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อนเพียง 1% ตราสารหนี้และกองทุนตราสาร 17% หุ้นกองทุนต่างประเทศและทองคำโกลด์ฟิวเจอร์ส อย่างละ 11% เงินสด 13%

“แนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะทยอยซื้อสะสมช่วงที่ตลาดปรับฐาน อย่าลงทุนตามข่าวลือ โดยแนะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และหุ้นที่อิงการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก” นายสมบัติ กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นสูงสุด 3 อันดับในปีหน้า คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง โต 32.17% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 18.44% และกลุ่มธนาคาร 18.37%

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า ปี 2556 ถือว่าเป็นปีของความท้าทายใหม่ รวมถึงโอกาสใหม่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย คาดว่าดัชนีหุ้นต้นปีไม่ต่ำเหมือนต้นปี 2555 และมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้ถึง 1,400-1,450 จุด ส่วนกรอบด้านล่างอยู่ที่ 1,240 จุด

“ปีหน้ากำไร บจ.โต 1520% และสภาพคล่องพร้อมที่จะไหลมาลงทุนในตลาดหุ้นหากมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจน โดยหุ้นเด่นที่จะแนะนำ ได้แก่ ASK HMPRO KTB LOXLEY MAJOR PS และ SCC” นายสุกิจ กล่าว

สำหรับไตรมาส 2 ถือเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เช่น หุ้นพลังงาน หุ้นปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ