
CG เฟื่องฟู รู้สึกเป็นห่วง (ตอนที่1)
ในฐานะที่ต้องคลุกคลีกับเรื่องการพัฒนาคุณภาพของการกำกับดูแลกิจการให้ดีหรือมีธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รู้สึกดีใจที่ระยะหลังนี้มีคนเอ่ยถึงคำว่า CG (Corporate Governance) หรือธรรมาภิบาลบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีคนใช้คำว่า CG คนส่วนใหญ่รู้และเข้าใจว่าคำนี้หมายถึงอะไร ขณะเดียวกันหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาและแนะนำแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ให้ยึดถือปฏิบัติ โดยสันนิษฐานและคาดหวังว่าปฏิบัติแล้วทำให้การกำกับดูแลมีโอกาสดีได้ ประเด็นมีว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่ามีการกำกับดูแลกิจการดี ตามความเข้าใจของผมกำกับดูแลให้ดีหมายถึง กำกับดูแลให้มีการบริหารให้มีกำไรหรือบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ ไม่ทำผิดกฎหมาย ทำธุรกิจหรือค้าขายอย่างมีจริยธรรมโดยต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียด้วย อีกความหมายหนึ่งบอกว่าหมายถึงกำกับดูแลให้บริหารกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวังรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหลัก นอกจากนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนให้กิจการ แต่ระยะหลังนี้บรรดากูรู CG ได้เสนอแนวปฏิบัติที่ดีเพิ่มเติมมากขึ้น
ในฐานะที่ต้องคลุกคลีกับเรื่องการพัฒนาคุณภาพของการกำกับดูแลกิจการให้ดีหรือมีธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รู้สึกดีใจที่ระยะหลังนี้มีคนเอ่ยถึงคำว่า CG (Corporate Governance) หรือธรรมาภิบาลบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีคนใช้คำว่า CG คนส่วนใหญ่รู้และเข้าใจว่าคำนี้หมายถึงอะไร ขณะเดียวกันหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาและแนะนำแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ให้ยึดถือปฏิบัติ โดยสันนิษฐานและคาดหวังว่าปฏิบัติแล้วทำให้การกำกับดูแลมีโอกาสดีได้ ประเด็นมีว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่ามีการกำกับดูแลกิจการดี ตามความเข้าใจของผมกำกับดูแลให้ดีหมายถึง กำกับดูแลให้มีการบริหารให้มีกำไรหรือบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ ไม่ทำผิดกฎหมาย ทำธุรกิจหรือค้าขายอย่างมีจริยธรรมโดยต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียด้วย อีกความหมายหนึ่งบอกว่าหมายถึงกำกับดูแลให้บริหารกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวังรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหลัก นอกจากนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนให้กิจการ แต่ระยะหลังนี้บรรดากูรู CG ได้เสนอแนวปฏิบัติที่ดีเพิ่มเติมมากขึ้น ถ้ายึดหลักทำไม่ได้ให้อธิบายเหตุผลได้ (Comply or Explain Basis) ซึ่งเป็นหลักการที่ยอมรับกันทั่วโลกก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะแนวปฏิบัติบางประการอาจจะไม่เหมาะสมกับโครงสร้าง ลักษณะธุรกิจหรือสภาพแวดล้อมของบริษัทนั้นๆ และหรืออาจเป็นภาระและเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมาย แต่บรรดากูรูและสถาบันส่งเสริมเรื่อง CG ที่พยายามสร้างเกณฑ์วัดระดับ CG กลับใช้เกณฑ์เกือบจะทุกเกณฑ์ทุกแนวปฏิบัติในการวัด แถมด้วยบางแนวปฏิบัติถ้าไม่ปฏิบัติก็ลงโทษด้วยการหักคะแนน ทั้งๆ ที่แนวปฏิบัติเหล่านั้นไม่เหมาะสมกับบางบริษัท สร้างภาระค่าใช้จ่าย และปฏิบัติแล้วก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือไม่ปฏิบัติก็ไม่เห็นส่งผลเสียหายในทุกๆ กรณีของการมี CG ผมชักเริ่มมีข้อกังขาว่า การใช้วิธีการเหล่านี้กดดันให้ต้องปฏิบัติจึงจะได้รับการยกย่องเป็นการส่งเสริมหรือทำร้ายกันแน่ ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย ทำลายศักยภาพการแข่งขัน กิจการไม่ยั่งยืน ทำลายตลาดทุนด้วยหรือไม่? นี่แหละครับที่อุตส่าห์ดีใจที่เฟื่องฟู แต่ชักให้รู้สึกเป็นห่วง
ตามข้อสังเกตของผม แนวปฏิบัติใหม่ๆ มีที่มาหลายกรณี ส่วนหนึ่งมาจากมีใครไปทำอะไรแล้วสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้ใครในวงกว้าง ก็จะมีการสร้างหรือแนะนำวิธีปฏิบัติโดยเชื่อว่าปฏิบัติแล้วก็จะป้องกันปัญหาได้ หรือแม้กระทั่งต้องออกเป็นกฎหมายเพื่อให้มีกติกาที่ต้องปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ และเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข อีกส่วนหนึ่งมาจากการสร้างแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการ เช่น หลักการ CG ขององค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งเป็นหลักการกว้างๆ และครอบคลุมตอบโจทย์ได้ เพียงแต่ว่าแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการควรมีอะไร OECD ได้ให้แนวไว้ชัดเจนดี วิธีคล้ายกับความพยายามสร้างมาตรฐานซึ่งก็เป็นเรื่องดี กูรู CG ก็อาศัยหลักการเหล่านี้ในการสร้างแนวปฏิบัติ บางแนวปฏิบัติมีที่มาจากมีกรณีที่ใครทำอะไรผิด ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งอาจจะมี 1 ใน 1 แสนรายที่ทำ แนวปฏิบัติที่สร้างขึ้นจากกรณีนี้มีไว้ป้องกันไม่ให้เกิดอีกในอนาคต บางกรณีกลายเป็นสร้างภาระให้ผู้กระทำถูกอีกเกือบแสนราย ถามว่ายุติธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีมีคนทำผิดกฎหมาย แต่การบังคับใช้อ่อนแอ คนทำถูกก็เลยเสียเปรียบหรือคนอื่นเอาอย่างตาม ก็เลยออกกฎหมายออกแนวปฏิบัติเพิ่มเติม เช่นนี้ไม่ทราบเป็นการเกาไม่ถูกที่คันใช่หรือไม่ อีกที่หนึ่งมาจากกูรู CG อาศัยทฤษฎี อาศัยตรรกะและการสันนิษฐานว่าทำแล้วน่าจะได้ผลเช่นนั้นเช่นนี้ ซึ่งผมก็ยังเห็นว่าดี น่าพิจารณาตราบใดที่ใช้ Comply or Explain Basis แต่ไม่ใช่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่สอดคล้องกับโครงสร้างวัฒนธรรม กฎหมาย หรือสภาพแวดล้อม แล้วไปลดความน่าเชื่อถือโดยการหักคะแนน อยากจะเรียนว่าถึงอธิบายเหตุผลก็ยังไม่ได้คะแนน หรือบางกรณีอาจถูกหักคะแนน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนให้คะแนนเขามีข้อจำกัดในการให้คะแนน (ซึ่งก็น่าเห็นใจ) เขาให้คะแนนโดยดูจากข้อมูลที่เปิดเผยเท่านั้น ไม่สามารถไปพิสูจน์ว่าเหตุผลที่ให้ใช่หรือไม่ใช่ โม้ใส่รายงานให้ดูดีหรือไม่ จะให้คะแนนก็ไม่รู้จะวัดคุณภาพและความสมเหตุสมผลของคำอธิบายด้วยวิธีใด ซึ่งต้องใช้เวลาและศึกษาพิสูจน์
โปรดติดตามต่อในฉบับหน้า







