
เศรษฐกิจไทยปี’56ใสห่วงการเมือง-ค่าแรง
นิด้าเชื่อเศรษฐกิจไทยปี 2556 ฟื้นตัว คาดโต 55.5% หลังปัจจัยบวกเพียบ เอื้อทั้งงบประมาณที่จะใช้ในการขับเคลื่อน ภาษีนิติบุคคลลด ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่การเมืองและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบเงินเฟ้อได้
นิด้าเชื่อเศรษฐกิจไทยปี 2556 ฟื้นตัว คาดโต 55.5% หลังปัจจัยบวกเพียบ เอื้อทั้งงบประมาณที่จะใช้ในการขับเคลื่อน ภาษีนิติบุคคลลด ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่การเมืองและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบเงินเฟ้อได้
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (เอ็มพีเอ) ภาคพิเศษ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ที่ระดับ 5% แม้ว่าภาคการส่งออกจะไม่ดี เนื่องจากตัวเลขการเติบโตในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้โตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 10% และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 55.5%
ทั้งนี้ เป็นผลจากปัจจัยบวกทั้งงบประมาณปี 2556 ที่ตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ถึง 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินกู้พิเศษที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำท่วม ซึ่งยังเหลือวงเงินอีกประมาณ 3 แสนล้านบาท จากงบทั้งหมด 3.5 แสนล้านบาท และยังมีงบประมาณใหม่ที่จะใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะเวลา 7 ปี วงเงินรวม 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลบริหารจัดการดี จะมีเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ มาตรการทางภาษีที่จะมีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 23% ลงเหลือ 20% ในปีหน้า จะช่วยจูงใจให้เอกชนเกิดการลงทุนมากขึ้น รวมทั้งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.75% หรืออาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก 12 ครั้ง หากค่าเงินบาทได้รับผลกระทบจากมาตรการหน้าผาทางการคลังของสหรัฐ เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะทำให้ตลาดและเศรษฐกิจในภูมิภาคขยายตัวดีขึ้น แต่สถานการณ์ทางการเมืองต้องนิ่งด้วย
ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงในปี 2556 ก็ยังมีอยู่ ได้แก่ ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นเป็น 300 บาท/วันทั่วประเทศ อาจมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อได้ ราคาน้ำมันที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว และวิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่ฟื้น แต่คงไม่รุนแรงเหมือนปีนี้แต่การเมืดังนั้น หากจัดโครงสร้างการส่งออกให้มีการกระจายตัวมาแถบอาเซียนมากขึ้น ก็จะดีต่อการส่งออก โดยคาดว่าการส่งออกของไทยในปี2556 จะขยายตัวอยู่ที่ 56%
“มองแล้วปัจจัยบวกในปีหน้ามีมากกว่าปัจจัยลบ จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวได้ แต่ก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการพร้อมรับแค่ไหน และจะสามารถบริหารจัดการงบประมาณให้กระจายลงไปถึงประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากบริหารจัดการไม่ดีก็จะไม่มีผล”นายมนตรี กล่าว
นอกจนอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เพราะหากการเมืองนิ่งก็จะเป็นการสร้างโอกาสและช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ เพราะการลงทุนต้องมองระยะยาว
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา มองว่าน่าจะค่อยๆกระเตื้องขึ้น จากการใช้มาตรการทางการเงิน (คิวอี3และ4) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้อย่างน้อย 6 เดือน จะเป็นผลดีต่อตลาดทุน ส่วนการใช้มาตรการทางการคลัง (หน้าผาทางการคลัง) น่าจะสรุปได้สิ้นปีนี้ ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะตกลงกันได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบรุนแรงรวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจในอียูนั้น ยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่เพราะล่าสุดประเทศสเปนเริ่มส่อเค้าที่จะเกิดวิกฤตหนี้เช่นเดียวกับประเทศกรีซ แต่สเปนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของอียู รองจากเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี หากเกิดล้มขึ้นมาจริงก็จะลำบาก จึงมองว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในอียูจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปีกว่าจะกลับมาโตได้ที่ระดับ 3%







