
โชคดีที่แก่ก่อน
ในช่วงงาน SET in the City ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเป็นวิทยากรของสมาคมนักวางแผนการเงินไทยร่วมกับคุณธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย โดยได้รับเกียรติจากคุณรัชพล เหล่าวานิช ผู้ดำเนินรายการสถานีวิทยุ FM101 เป็นผู้ดำเนินรายการ
ในช่วงงาน SET in the City ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเป็นวิทยากรของสมาคมนักวางแผนการเงินไทยร่วมกับคุณธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย โดยได้รับเกียรติจากคุณรัชพล เหล่าวานิช ผู้ดำเนินรายการสถานีวิทยุ FM101 เป็นผู้ดำเนินรายการ
บรรยากาศในการเสวนาดังกล่าวเป็นการเสวนาที่สนุกและได้ประโยชน์มาก เพราะไม่ใช่การเสวนาระหว่างวิทยากร แต่เป็นการเสวนาถามตอบระหว่างผู้เข้าฟังกับวิทยากรตรงๆ แม้ว่าจำนวนผู้เข้าฟังเสวนาในวันนั้นไม่สามารถใช้แทนประชากรของประเทศเชิงสถิติได้ แต่ก็พอให้เราได้เห็นภาพบางอย่างที่ผมพอสรุปได้จากการเสวนาก็คือ
ส่วนใหญ่เห็นถึงปัญหาและความจำเป็นของการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ (ประมาณ 90% ของผู้เข้าฟัง)
แต่ส่วนน้อย (ประมาณ 10% ของผู้เข้าฟัง) มีการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ
ผู้ที่มีการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณทั้งหมด จากการประเมินเป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุอยู่ในช่วง 30-40 ปี
ส่วนใหญ่ไม่ทราบวิธีการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ
มากกว่าครึ่ง หวังพึ่งลูกหลานยามเกษียณ
หลายคนยังมีความไม่เข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเงิน โดยเฉพาะประกันชีวิตที่เข้าใจว่าน่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนรวมมากกว่า 100% และมีเงินคืนมากกว่าปีละ 10% โดยที่ไม่รู้ว่าหากจะดูผลตอบแทนต้องเทียบกับจำนวนเบี้ยประกันที่จ่าย ไม่ใช่เทียบกับทุนประกัน
ผู้ที่เกษียณแล้วเกือบทั้งหมดไม่มีรายได้ และเมื่อถามถึงเงินสำหรับใช้ยามเกษียณ ส่วนใหญ่ก็มาจากเงินที่ออมอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นผมเป็นห่วงมากที่สุด
เหตุผลก็เพราะระบบเงินออมเพื่อวัยเกษียณของคนไทยทั่วไปมีส่วนร่วม พอสรุปได้หลักๆ ก็มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุน RMF ซึ่งกองทุนเหล่านี้ไม่เป็นปัญหา เพราะเป็นเงินที่เราสะสมเอง เลือกนโยบายการลงทุนเอง เราจึงเป็นผู้รับผิดชอบตนเอง แต่กองทุนที่น่าเป็นห่วงก็คือ กองทุนประกันสังคมที่พวกเราสะสมเข้ากองทุนชราภาพ 3% ของค่าจ้างทุกเดือน เพื่อหวังเงินบำนาญชราภาพ (กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน) เดือนละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง แถมหากจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน ก็จะได้เพิ่มอัตราบำนาญชราภาพอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน สำหรับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน
เงินบำนาญชราภาพนี้จะเป็นแหล่งเงินที่มั่นคงแหล่งหนึ่ง (สำหรับผู้ที่มีค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายมากกว่า 1.5 หมื่นบาท จะได้อย่างต่ำเดือนละ 3,000 บาท) แม้จะไม่มาก แต่ก็พอเยียวยาค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ และที่สำคัญก็คือเราจะได้รับทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต และหากเราเสียชีวิตภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ลูกหลานเราก็จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนที่เราจะเสียชีวิต)
หากมองกันคร่าวๆ กองทุนชราภาพก็น่าจะเป็นแหล่งเงินที่มั่นคง เพราะกำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขชัดเจน แต่ความมั่นคงของกองทุนชราภาพสิเป็นที่น่ากังวล เหตุผลเพราะ
1.สังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หมายถึงสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับวัยแรงงาน นั่นหมายถึงจำนวนผู้ที่สมทบเงินเข้ากองทุนจะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้เงินจากกองทุน และปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 คือ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 10.5% และจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2543-2573 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.7% ในปี 2573 ส่วนประชากรวัยเด็ก (0-14 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วจาก 24.6% ในปี 2543 เหลือ 11.2% ในปี 2573
2.อัตราส่วนเงินสมทบกองทุนชราภาพอยู่ที่ฝ่ายผู้ประกันตน 3% นายจ้าง 3% รัฐบาล 1% รวม 7% แต่เงินบำนาญที่จ่ายกำหนดที่ 20% เท่ากับเป็นเงินที่เกิดจากส่วนของผลตอบแทนถึง 13% นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากถึง 2 เท่าของเงินออม หากกองทุนประกันสังคมไม่สามารถบริหารเงินให้ได้ตามเป้าหมาย ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเงินบำนาญที่เราจะได้รับเช่นกัน
3.ผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวมากขึ้น ผู้ชายไทยที่อายุ 60 ปี จะมีชีวิตต่อไปเฉลี่ย 25 ปี ส่วนผู้หญิงไทยอายุ 60 ปี จะมีชีวิตต่อไปเฉลี่ย 29 ปี และมีข้อมูลจากหลายสำนักออกมาใกล้เคียงกันว่า ช่วงอายุหลังเกษียณจะเพิ่มประมาณ 50% ในอีก 20 ปีข้างหน้า นั่นหมายถึงอายุหลังเกษียณจะอยู่ที่ 50-60 ปีเลยทีเดียว สูงกว่าช่วงวัยทำงานที่อยู่ประมาณ 40-45 ปีเสียอีก (อายุ 1560 ปี) หมายถึงระยะเวลาที่เงินสะสมเข้ากองทุนชราภาพน้อยกว่าระยะเวลาที่เงินออกจากกองทุน
กล่าวโดยสรุป จำนวนคนออมเงินเข้ากองทุนจะเริ่มน้อยกว่าจำนวนคนเอาเงินออกจากกองทุน อัตราเงินเข้ากองทุนจะน้อยกว่าอัตราเงินออกจากกองทุน ระยะเวลาออมเงินเข้ากองทุนจะน้อยกว่าระยะเวลาเงินออกจากกองทุน จากเหตุผลดังกล่าวทำให้หลายคนเริ่มกังวลถึงความมั่นคงของกองทุนชราภาพ และมีการคำนวณกันว่าในปี 2587 รายรับเงินกองทุนชราภาพจะเท่ากับรายจ่ายและจะเริ่มติดลบในปี 2587 เป็นต้นไป นั่นหมายความในอีก 30 ปีข้างหน้า เงินกองทุนประกันสังคมจะติดลบ ไม่มีเงินจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ผู้ประกันตนในรุ่นหลังๆ อีกเลย และล่าสุดภาครัฐก็มีแนวคิดจะลดอัตราเงินสมทบในกองทุนประกันสังคมลงอีก เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้กองทุนประกันสังคมติดลบเร็วขึ้น คนที่ใกล้เกษียณในช่วงไม่กี่ปีนี้ที่มีสิทธิได้บำนาญชราภาพก็คงไม่กระทบเท่าไร แต่คนรุ่นหลังที่อีกหลายปีกว่าเกษียณก็คงต้องลุ้นกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เตรียมออมเงินเพื่อพึ่งตนเองไว้ก่อนปลอดภัยกว่า (you are on your own)
สำหรับผม โชคดีที่แก่ก่อน สวัสดีครับ
ผู้สนใจต้องการที่ปรึกษาทางการเงินสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333







