
หน้าผาทางการคลังยังคงเป็นฝันร้าย
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 30.55-30.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งยังคงที่กรอบแคบๆ เช่นเดิมจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 30.55-30.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งยังคงที่กรอบแคบๆ เช่นเดิมจากสัปดาห์ก่อน
รายงานการประชุม กนง. ครั้งล่าสุดที่ออกมาระบุ เศรษฐกิจสหรัฐและจีนมีการฟื้นตัว โดยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าน่าพอใจ เช่น ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกและตัวเลขค้าปลีกปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ประเด็นทางด้านหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ที่ดูเป็นไปได้ว่า บารัก โอบามา อาจไม่สามารถตกลงกับพรรคฝ่ายค้านได้ และการลดรายจ่ายภาครัฐถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อาจเริ่มดำเนินการในปีหน้า เมื่อพิจารณาถึงประเด็นที่ตลาดกังวลมากที่สุดคือหน้าผาทางการคลัง เราจึงมองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่คงไม่แข็งค่าขึ้นมากนักเนื่องจากมีทั้งปัจจัยลบ เช่น หน้าผาทางการคลัง และปัจจัยบวก เช่น QE 4 ผสมผสานกัน
รายงานการประชุม กนง. วันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดที่ออกมาระบุว่ามีสัญญาณที่เป็นบวกของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดยที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นเดียวกับในประเทศจีน แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศจีนสดใส (จากผลสำรวจของธนาคารเอชเอสบีซีได้เปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตของจีน ที่เติบโตในอัตราที่สูงขึ้นในเดือน ธ.ค. โดย PMI แตะถึงระดับ 50.9 ตลอดจนยอดสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานในภาคการผลิตของจีนที่ต่างก็ดีดตัวสูงขึ้น)
กนง.ได้มองเห็นถึงโมเมนตัมในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากทั้งปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านหน้าผาทางการคลังและปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปยังคงไม่คลี่คลายนักและดูน่าหนักใจต่อไป การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะด้านการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน เป็นต้น
สำหรับการประชุมนโยบายทางการเงินของเฟดรอบล่าสุดที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันแล้วว่านโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย (QE 4) ยังคงดำเนินต่อไปตามคาด หรือเงินดอลลาร์ยังจะไหลเข้าสู่ระบบเรื่อยๆ ซึ่งหากไม่พิจารณาปัจจัยอื่น ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป นอกจากนี้ ดอกเบี้ยนโยบายยังคงไว้ในระดับที่ต่ำเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์กลายเป็นคู่แข่งกับสกุลเงินเยนในแง่ของการเป็นแหล่งกู้ยืมเงินทุน
ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.64 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่าง 30.5630.78 ใกล้เคียงกับในสัปดาห์ก่อน การประกาศบันทึกการประชุมของ กนง. จากการประชุมวันที่ 28 พ.ย. ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนัก เนื่องจากตลาดให้ความสำคัญและจับตาปัจจัยต่างประเทศมากกว่า ในขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค เช่น เงินวอน ริงกิต ดอลลาร์สิงคโปร์ และดอลลาร์ไต้หวัน ปรับแข็งตัวขึ้นจากการที่นักลงทุนต่างชาติย้ายเงินมาลงทุนในประเทศดังกล่าวเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า
แม้ว่าค่าเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนมากนัก เนื่องจากในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำกำไรในระยะสั้น ทั้งในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดหุ้น แต่เราได้เห็นการไหลของเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ต้นสัปดาห์ถึงวันพฤหัสบดีถึง 242.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันศุกร์ ดอลลาร์/บาท อยู่ที่ระดับ 30.63 (เวลาประมาณ 17.30 น.) เรายังคิดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเนื่องมาจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีของภายในประเทศ
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2943 ค่าเงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดทิ้งน้ำหนักของความกังวลไว้ที่ประเด็นหน้าผาทางการคลังที่ยังไม่คลี่คลายและไม่ชัดเจนมากกว่า ความกังวลด้านเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา เยอรมนีสร้างข่าวดีและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยุโรป โดยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ (ZEW) ของเยอรมนีออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก (ตัวเลขจริง 6.9 ในขณะที่ตัวเลขคาดการณ์12.0) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวมภาคการผลิตและภาคบริการ (PMI) ของเยอรมนีก็ส่งสัญญาณบวกเช่นกัน โดยพุ่งไปแตะที่ระดับ 50.5 ในเดือน ธ.ค. จาก 49.2 ในเดือน พ.ย. อย่างไรก็ตาม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวมภาคการผลิตและภาคบริการ (PMI) ของยูโรโซนที่ออกมาในวันศุกร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 47.3โดย PMI ที่ยังไม่สามารถกลับมาแตะที่ระดับ 50 ได้นั้น เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจยุโรปยังคงซบเซาต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายนี้ ณ วันศุกร์ ยูโร/ ดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ 1.3074 (เวลาประมาณ 17.30 น.)
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 82.42 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป โดยเฉพาะปัจจัยด้านการเมืองจากผลการเลือกตั้งที่เพิ่งเกิดขึ้น น่าจะส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้มาตรการทางการเงินแบบเชิงรุกมากขึ้น ณ วันศุกร์ ดอลลาร์/เยน อยู่ที่ระดับ 83.75 (เวลาประมาณ 17.30 น.)
ประเด็นที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้ ตัวเลขดุลการค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ดุลบัญชีเดินสะพัดของกลุ่มยูโรโซน ตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐ ตัวเลขการซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติในประเทศสหรัฐ ตัวเลขด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ผลการสำรวจเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนที่จัดทำโดย Bloomberg เป็นต้น







