posttoday
อิตาเลียนแจงแผนทวายช้ารอรัฐเซ็นปี’56

อิตาเลียนแจงแผนทวายช้ารอรัฐเซ็นปี’56

11 ธันวาคม 2555

อิตาเลียนไทย เผยแผนงานทวายล่าช้า เพราะรอรัฐบาลลงนาม คาดเซ็น ก.พ.ปีหน้า ขณะที่นิคมฯ มีผู้สนใจมาทำเพียบ

อิตาเลียนไทย เผยแผนงานทวายล่าช้า เพราะรอรัฐบาลลงนาม คาดเซ็น ก.พ.ปีหน้า ขณะที่นิคมฯ มีผู้สนใจมาทำเพียบ

นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ว่า ขณะนี้โครงการล่าช้าไป 7-8 เดือน จากแผนเดิมคาดว่า บริษัท ทวายดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ดีดีซี จะลงนามสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลเมียนมาร์ได้ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ลงนาม เพราะรัฐบาลเมียนมาร์รอความชัดเจน ของแผนความร่วมมือที่รัฐบาลเมียนมาร์กับไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสรุปแนวทางชัดเจนในเดือน ก.พ.นี้

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่ได้ลงนามสัมปทาน แต่โครงการดังกล่าวก็มีผู้ประกอบการสนใจไปตั้งโรงงานในนิคมฯ ทวายแล้วกว่า 100 ราย ทำให้แผนการเปิดขายพื้นที่ภายในนิคมฯ ต้องเปิดพื้นที่พร้อมกันถึงระยะที่ 5 จากเดิมที่จะทยอยเปิดพื้นที่ทีละระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ระยะที่ 2กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตจากยางพารา ระยะที่ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และไม้ยางพารา ระยะที่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และระยะที่ 6 จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมฟอกหนัง

“กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่นอกเหนือคาดการณ์ของบริษัท ที่สนใจมาตั้งโรงงานที่นิคมฯ ซึ่งเป็นผลจากในปี 2556 ประเทศเมียนมาร์จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้สามารถส่งสินค้าที่ผลิตจากเมียนมาร์ไปขายยังสหภาพยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น โดยไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ประเทศไทยจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวแล้ว ดังนั้นกลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง ของไทยจึงย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในเมียนมาร์” นายเปรมชัย กล่าว

ทั้งนี้ ภายใน 12 เดือนนี้ บริษัทจะเปิดขายพื้นที่ภายในนิคมฯ และจะเร่งก่อสร้างและเปิดให้บริการระบบไฟฟ้า น้ำประปา ภายในต้นปี 2556 โดยพื้นที่ภายในนิคมฯ มีประมาณ 25,000 ไร่ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนในนิคมฯประมาณ 45 พันล้านบาท ส่วนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และถนนจากท่าเรือทวายถึงชายแดนไทย จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจก้า ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ที่เหลือ 2 หมื่นล้านบาท เป็นเงินทุนจากผู้ถือหุ้น

นายเปรมชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องใช้เงินกู้ไจกา เพราะเป็นเงินกู้ระยะยาว 25 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 15% และคุ้มทุนใน 10 ปี แต่หากใช้เงินกู้แหล่งอื่นจะสั้นเพียง 8 ปีซึ่งไจก้าเสนอให้บริษัทต้องมีผู้ร่วมทุนญี่ปุ่น และผู้ถือหุ้นคนไทยที่แข็งแกร่ง รวมทั้งขอให้รัฐบาลไทยให้การรับรองอย่างเป็นทางการในการสนับสนุนโครงการ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ