
ปั้นผ้าทอกะเหลี่ยง...ป้อนตลาดเชิงพาณิชย์
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมืองสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนวิถีชีวิตและศิลปะของแต่ละชุมชนออกมาบนผืนผ้า แต่เดิมผ้าพื้นเมืองถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ในครัวเรือน แต่ด้วยความแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร จึงเริ่มมีการพัฒนาผ้าพื้นเมืองออกจำหน่ายในวงกว้างมากขึ้น เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ผลิตผ้า รวมถึงเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านผืนผ้าให้เป็นที่รู้จัก
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้มีโครงการร่วมกับสำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สสท.) พัฒนาผลิตภัณฑ์ “ผ้าทอกะเหรี่ยง” หรือผลิตภัณฑ์ผ้าทอด้วยกี่เอว เพื่อพัฒนาการผลิตผ้า เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าโดยการผสมผสานการออกแบบที่ทันสมัย ใช้หลักคิด “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้สินค้าได้มีโอกาสเผยแพร่ ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผ้าทอกะเหรี่ยงเป็นภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยกี่เอว ด้วยเทคนิคการกี่เอวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของชาวกะเหรี่ยงเผ่าปะเกอกะเญอ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีการเลี้ยงชีพด้วยการทอผ้า โดยเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ได้งมีพระราชดำรัสสั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้ากะเหรี่ยง รวมถึงจะเป็นการช่วยรักษาศิลปะการทอผ้าด้วยกี่เอวที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน
กสอ.ได้ดำเนินการพัฒนาภายใต้แนวคิดการตลาด นำการผลิตเพื่อให้สินค้าที่ออกมาเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า ขยายการผลิตผ้าผืนออกเป็นสินค้าหลากหลายรูปแบบ เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า ของใช้บนโต๊ะอาหาร หมอน ตุ๊กตา รวมทั้งได้ส่งเสริมการตลาดหาแหล่งกระจายสินค้า ซึ่งใช้เวลาในการพัฒนากว่า 2 ปี
ขั้นตอนการส่งเสริมมี 9 ขั้น ได้แก่ 1.เริ่มจากการปรับความรู้เพื่อให้ผู้ผลิตมีความพร้อม 2.อบรมทักษะด้านการ บริหารจัดการให้หลักสูตร “การเพิ่มทักษะการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน” 3.การอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร “เทคนิคการย้อมสีธรรมชาติ” เพื่อสร้างจุดขายให้กับสินค้า 4.ศึกษาดูงานในอุตสาหกรรมใกล้เคียงที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ 5.การอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร “เทคนิคการเคลือบสีและลดการตกของสี” เพื่อสร้างจุดเด่น ลบจุดด้อย
6.การอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร “การเพิ่มทักษะด้านการทอด้วยกี่เมือง” เพื่อสร้างความชำนาญรองรับความต้องการจำนวนมากของผู้บริโภค 7.การอบรมเพิ่มทักษะด้านการตัดเย็บ เพื่อสร้างความหลากหลายให้สินค้า 8.ทดลองตลาดเพื่อฟังกระแสของผู้บริโภค 9.การพัฒนาการออกแบบสู่การวางเป้าหมายตลาดให้เป็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของใช้ผลิตภัณฑ์ใช้ในบ้านที่ใช้ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าระดับกลาง ประชาชนทั่วไป และเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น
สิ่งทอไทยเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้อันดับต้นๆ รวมทั้งยังเป็นธุรกิจที่มีการจ้างแรงงานสูง เกิดการกระจายรายได้สู่ประชากร อีกทั้งยังมีความเกี่ยวโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบด้วยวัตถุดิบฝ้ายและไหมไปจนถึงการทอผ้าผืน ปัจจุบันสิ่งทอไทยมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 3.4% ของจีดีพี หรือมีมูลค่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 1.5 แสนล้านบาทต่อปี และคาดว่าในปี 2556 อัตราการส่งออกผ้าทอไทยจะเพิ่มขึ้น 5% มีตลาดหลักคือ ญี่ปุ่น เวียดนาม และตุรกี หากผ้าทอกะเหรี่ยงของไทยได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นที่นิยมในตลาดหลักไปด้วย
วีรนันท์ นีลดานุวงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในด้านการ ออกแบบมีนักออกแบบจากญี่ปุ่นมาช่วยให้คำปรึกษา เนื่องจากดำเนินการโดยเอาตลาดนำจึงต้องศึกษาตลาด ไม่ใช่ผลิต หรือย้อมผ้าแบบตามใจชอบ ดังนั้นแบบของผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจึงต้องมีความเป็นสากล
“แต่เดิมชาวเขาจะเน้นการย้อมสีผ้าเป็นสีแดง สีขาว สีน้ำเงิน แต่เมื่อมาเข้าโครงการการย้อมผ้าต้องมีความหลากหลายมากขึ้น เน้นสีที่ทันสมัย แต่ในกระบวนการผลิตจะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าไว้ เพราะถือเป็นจุดขายที่สำคัญ” วีรนันท์ กล่าว
การออกแบบจะมองกลุ่มลูกค้าที่กว้างกว่าคนไทย เพราะในอนาคตต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ต้องจับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มและผลิตสินค้าออกมาตอบสนองตลาด โดยการผลิตสินค้าจะต้องมีตลาดมารองรับเสมอ
การผลิตสินค้าด้วยมือทุกขั้นตอน หรือสินค้าแฮนด์เมดจะมีข้อจำกัดด้านปริมาณการผลิต เพราะไม่สามารถผลิตได้ทีละจำนวนมากๆ ผ้าแต่ละผืน หรือแต่ละลวดลายก็ใช้เวลาในการทอไม่เท่ากัน บางผืนใช้เวลากว่า 23 เดือนกว่าจะทอเสร็จ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวการขายสินค้าจะไม่เน้นการขายในปริมาณมาก เพราะจะควบคุมคุณภาพได้ยากด้วย แต่จะเน้นการขายในลักษณะสินค้าผลิตพิเศษ หรือมีจำนวนจำกัด (Limited Edition) ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าโดยอัตโนมัติ และไม่ทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งผลิตสินค้าจนคุณภาพเสียไป เนื่องจากสินค้าในลักษณะนี้จะอยู่ได้ด้วยมาตรฐานและความโดดเด่น ซึ่งลูกค้าจะยอมจ่ายเงินในปริมาณมากกว่า
โครงการดังกล่าวจะดำเนินการสนับสนุนชาวเขาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสิ้นสุดโครงการ เพราะเมื่อเข้าไปฝึกอบรมแล้วจนชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ ธุรกิจชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมผู้ผลิตให้พร้อมรับคำสั่งซื้อ รวมทั้งในอนาคตจะพัฒนาให้มีการรับรองด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงให้สินค้ามีสิ่งบ่งชี้ด้านภูมิศาสตร์ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในโครงการมีชาวเขาที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 5 หมู่บ้าน จาก จ.ตาก 3 หมู่บ้าน และ 1 หมู่บ้านจาก จ.อุตรดิตถ์ และเชียงใหม่







