
ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 14 ‘ยุทธศาสตร์สร้างความน่าเชื่อถือให้สภา’
วันนี้ขอแวะมาที่สภาหน่อยนะครับ เพราะหลังจากฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว
โดย...เกษมสันต์ วีระกุล
วันนี้ขอแวะมาที่สภาหน่อยนะครับ เพราะหลังจากฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว ยิ่งฟังมากขึ้นเท่าไร ความเชื่อถือและศรัทธาที่ผมมีให้กับผู้แทนและสภาก็ลดลงเรื่อยๆ ในสัดส่วนที่ผกผันกัน
ผมเองไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกเช่นนั้น เพราะความน่าเชื่อถือของสภาและผู้แทนฯ นั้นสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลาง AEC ที่เราอยากจะเป็นกัน
ผมเลยจะขอหยิบแนววิเคราะห์แบบยุทธศาสตร์มาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของสภาดู
เริ่มกันที่การวิเคราะห์สถานการณ์ พิจารณาจากอดีตของการทำงานของผู้แทนในสภามาจนถึงปัจจุบัน ผม “ฟันธงแบบไม่กลัวผิด” เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่ค่อยๆ เสื่อมศรัทธาในการทำงานของสภาลง และยิ่งถ่ายทอดสดมากเท่าไรก็ยิ่ง “เสื่อม” มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อมองไปข้างหน้า ไทยเราจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และจะมีหลายๆ มิติทับซ้อนกันอยู่ การกำหนดยุทธศาสตร์ การดำเนินการ และการแก้ปัญหาจะยิ่งยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นในอนาคตเรื่องที่สภาจะนำมาอภิปรายกันอีกนั้น ก็จะยุ่งยากซับซ้อนกว่านี้อีก
ปัจจุบันขนาดเนื้อหายังไม่สลับซับซ้อนมาก เราก็จะพบว่าผู้แทนส่วนมากก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาสาระของการอภิปรายกันอยู่แล้ว มีผู้แทนเพียงไม่กี่คนที่อภิปรายแล้วฟังรู้เรื่อง ที่เหลือก็คอยประท้วงหรืออภิปรายแบบตีสำนวนโวหารพอให้ได้ออกทีวี บางคนพื้นฐานครอบครัวอบรมมาไม่ดี ก็ออกแนวหยาบคายหรือต่ำไปเลย
ถ้าปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เรื่องระหว่างประเทศ รูปแบบการทุจริต มันซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น ก็คาดการณ์ได้เลยครับว่าคนที่จะอภิปรายได้จริงๆ จะลดลงเรื่อยๆ ผู้แทนที่เหลืออาจจะมีพฤติกรรมการอภิปรายที่ไม่พึงประสงค์มากยิ่งขึ้น
ทีนี้ลองมาวิเคราะห์ SWOT ของสภา เรามาเริ่มกันที่จุดแข็ง ผมว่าสภาของเรายังมีผู้แทนที่สุภาพมากกว่าไม่สุภาพ การใช้ความรุนแรงยังมีน้อยอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ด้วยระยะเวลาและพัฒนาการทำให้สภาของไทยมีระบบระเบียบ เข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น
ส่วนจุดอ่อนของสภาไทยคือไม่มีคนรับผิดชอบเรื่องความน่าเชื่อถือของสภา ท่านผู้อ่านลองบอกผมหน่อยสิครับว่าใครรับผิดชอบเรื่องนี้ ถ้าสภาไทยเสื่อมลง ใครโดนลงโทษ การบอกว่าผู้แทนทุกคนนั่นแหละต้องรับผิดชอบ ในทัศนะผมการพูดแบบนั้นแปลว่าไม่มีคนรับผิดชอบ
การจะบอกว่ามีคนรับผิดชอบ ก็คือเราต้องบอกได้ว่าถ้าสภามีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ใครสมควรได้รับคำชมเชยและรางวัล แต่หากสภาขาดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ใครสมควรโดนตำหนิและลงโทษ
จุดอ่อนอีกประการก็คือ ผู้แทนและพรรคการเมืองไทยไม่มีฐานข้อมูลสำหรับสนับสนุนการทำงานหรืออภิปรายเท่าที่ควร ผมยังไม่เห็นว่ามีพรรคไหนมีทีมวิชาการทำข้อมูล ทำวิจัย อย่างจริงจังเลย ดังนั้น เราจะเห็นว่าผู้แทนเวลาเขาอภิปรายกัน ข้อมูลเด็ดที่สุดก็คือเอกสารทางราชการที่พวกเดียวกันแอบถ่ายเอกสารออกมาให้ ส่วนข้อมูลเด็ดอันดับสองก็คือข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ (ทั้งนี้ไม่นับวิดีโอแอบถ่ายในบ่อนเป็นข้อมูลสำคัญในการทำงานของสภานะครับ)
ความจริงเรื่องพรรคการเมืองไม่มีทีมวิชาการที่จริงจังนี่ นอกจากจะทำให้เวลาเป็นพรรคฝ่ายค้านก็ล้มเหลวแล้ว เวลาเป็นรัฐบาลก็เป็นรัฐบาลที่โหลยโท่ยเช่นกัน เพราะในเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ เวลาราชการประจำเสนอเรื่องขึ้นมารัฐมนตรีก็ได้แต่เออออห่อหมกกับเขาไป และนี่อาจเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เวลาหาเสียง พรรคการเมืองทั้งหลายจึงแย่งกันลดแลกแจกแถมมากกว่าจะนำเสนอนโยบายที่มียุทธศาสตร์ นำพาประเทศไปในทางที่ถูกต้องได้
ในส่วนของโอกาสและการคุกคาม ซึ่งต้องมองจากข้างนอกเข้ามาบ้างคือ สภาของไทยเรายังมีพัฒนาการมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศแถบนี้ยังยกให้เราเป็นต้นแบบอยู่ แต่ก็จะประมาทไม่ได้เลยนะครับ พัฒนาการแบบก้าวกระโดดทางการเมืองของพม่า หรือทางด้านโทรคมนาคมของลาว เป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องขยับตัวในทุกด้านอย่างเร็วกว่านี้แล้ว
อาทิตย์หน้าจะมานำเสนอต่อให้จบถึงยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้สภานะครับ







