
ญี่ปุ่นลดซื้อสินค้าอาหารไทย
ผู้บริโภคปรับตัวรับเศรษฐกิจฟื้นช้าแนะเอกชนมุ่งส่งออกอาหารสุขภาพโพสต์ทูเดย์
— ส่งออกอาหารไทยไปญี่ปุ่นหมดแววรุ่ง แนะผู้ประกอบการเปลี่ยนช่องทางเจาะตลาดอาหารสุขภาพเพิ่มนายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยไปตลาดญี่ปุ่นในปีนี้ แนวโน้มคาดว่าจะทรงตัวเท่าปีที่แล้ว ด้วยมูลค่า 3,317 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว จึงชะลอการนำเข้าตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยลดการนำเข้าสินค้าอาหารจากไทยลง 2% สหรัฐอเมริกา 23% และแคนาดา 25%
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจะเรียนรู้พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคญี่ปุ่น ซึ่งระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ แต่กระแสสุขภาพยังคงแรงดีไม่มีตก
ลักษณะสินค้าที่อยู่ในความต้องการ ควรจะเป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นปี 2552 ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 19% มูลค่า 980 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคมองว่ามีคุณค่าทางอาหาร เหมาะกับการรับประทานเพื่อรักษาสุขภาพ
ขณะเดียวกัน อาหารไทยที่มีรสเผ็ดและรสกลมกล่อมจะเป็นรสชาติที่สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่น โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องปรุงอาหารไทย เช่น น้ำพริกเผา น้ำจิ้มไก่ จะมีทิศทางการขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น
นอกจากนี้ การเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มผู้บริโภคมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก โดยบรรจุภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและใช้ในการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขนาดเล็กลง และสามารถอุ่นด้วยไมโครเวฟได้
ขณะนี้จีนพยายามแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในญี่ปุ่นจากไทย โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ออกมาสวยงาม คล้ายกับของญี่ปุ่น ทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้ามากขึ้น**สำหรับตลาดญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 15% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมด โดยไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับสินค้าอาหารในญี่ปุ่นอยู่ที่ 6% รองจากสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนแบ่ง 26% จีน 13% ออสเตรเลีย 7% และแคนนาดา 6.5% มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ไก่ปรุงสุก กุ้งแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง น้ำตาลทรายดิบ และอาหารสัตว์เลี้ยง
ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคธุรกิจเอกชน เห็นชอบในการผลักดันกรอบยุทธศาสตร์เชิงรุกการค้าและการลงทุนในจีนปี 2553 เพื่อขยายมูลค่าการค้า การลงทุนในตลาดจีนให้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1020% จากปีก่อน
สำหรับแผนยุทธศาสตร์จะเข้าร่วมงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ เดือน พ.ค.ต.ค. คาดว่ามีผู้เข้าชมงาน 75 ล้านคน โดยให้ความสำคัญ 5 สินค้าหลักที่มีศักยภาพในตลาดจีน ได้แก่ อุตสาหกรรมและสินค้าต่อเนื่อง เพื่อการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าบริการ และจะจัดไทยแลนด์ เทรด เอ็กซ์โป 6 ครั้ง ครั้งละ 714 วัน
สินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มดีไซน์และสินค้าแฟชั่น กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ของชำร่วย และกลุ่มธุรกิจบริการ







