posttoday
“หาก กสทช.มาถูกทาง จะทำให้ทีวีโต 3-4 เท่า”

“หาก กสทช.มาถูกทาง จะทำให้ทีวีโต 3-4 เท่า”

01 ธันวาคม 2555

คำพูดนี้ออกมาจากปาก พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ผู้กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในเมืองไทย ทั้งในเรื่องกฎ กติกา และโครงสร้างธุรกิจ ที่รอมานานนับสิบปี

คำพูดนี้ออกมาจากปาก พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ผู้กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในเมืองไทย ทั้งในเรื่องกฎ กติกา และโครงสร้างธุรกิจ ที่รอมานานนับสิบปี

โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน หรือทีวีดิจิตอล จะเป็นโครงการเรือธงที่จะทำให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่สำหรับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ การเปิดเสรีการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ขณะเดียวกันจะมุ่งสร้างบรรทัดฐานในการกำกับดูแลกิจการนี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

พ.อ.นที กล่าวว่า กสท.เข้ามาวางหลักการที่สำคัญ 2 เรื่อง สำหรับผู้ประกอบการด้านกระจายเสียงและโทรทัศน์ เรื่องแรก คือ ทุกคนที่ประกอบการในประเทศไทย ต้องมีใบอนุญาต และสอง ได้จัดแบ่งผู้ประกอบการเป็นกลุ่ม เช่น โครงข่าย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และช่องรายการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ และไปแข่งขันที่ช่องรายการ ซึ่งจะง่ายต่อการกำกับดูแล

ปัจจุบัน ระบบโทรทัศน์ในประเทศไทยรับชมได้ 3 รูปแบบ ผ่านทางสาย (เคเบิล ทีวี) ผ่านจานดาวเทียม และผ่านสัญญาณไมโครเวฟ ภาคพื้นดิน หรือฟรีทีวี ซึ่งแต่ละระบบมีความแตกต่างกัน ใช้หลักในการกำกับดูแลเดียวกัน โดยทีวีระบบอะนาล็อกจะเป็นระบบที่ลงทุนสูงสุด ตามด้วยทีวีดิจิตอล ที่ใช้คลื่นความถี่สาธารณะ ขณะที่ทีวีดาวเทียม ลงทุนต่ำสุด ทั้งต้นทุนการเช่าดาวเทียมและการผลิตรายการสำหรับผู้ชมกลุ่มเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต)

สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการรอคอยขณะนี้ คือความชัดเจน ราคาการประมูลทีวีดิจิตอล ที่ยังไม่ได้กำหนด เพราะการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ อยู่ระหว่างการศึกษาอย่างรอบด้าน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีประเทศใดในโลกที่ประมูลคลื่นความถี่โทรทัศน์ เพราะฉะนั้นฐานการคำนวณจึงต้องพิจารณาหลายปัจจัย ความเป็นจริงจะเป็นเท่าไหร่ จะต้องมาดูกันอีกที รวมทั้งจะต้องพิจารณาว่ามีผู้สนใจยื่นขอไลเซนส์ ประกอบการมากน้อยเพียงใด

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในประเทศไทยพึ่งพารายได้ทางอ้อม คือโฆษณาเป็นหลัก โดยผู้ประกอบการต้องผลิตรายการให้มีคนดูจำนวนมาก รายได้จึงตามมา เป็นการแย่งชิงเค้กก้อนเดียวกัน ที่ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่การแบ่งการประกอบการใหม่ เป็นฟรีทีวี และเพย์ทีวี จะทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ทางตรง ที่เกิดจากการซื้อรายการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

“ขณะนี้ธุรกิจทีวีกำลังหมุนไปสู่การเป็นทีวีบอกรับสมาชิก หรือเพย์ทีวี คนดูต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการ เหมือนกิจการโทรคมนาคม หาก กสทช.วางแนวทางการกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่มาถูกทาง เช่น การกำหนดกฎมัสต์ แครี ช่องรายการที่เป็นบริการพื้นฐานจะทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมเติบโตจากปัจจุบัน 3-4 เท่า” พ.อ.นที กล่าว

แนวทางเปลี่ยนผ่านของระบบโทรทัศน์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายนี้ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำเป็นต้องกำกับดูแลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ระหว่างช่องที่เป็นบริการพื้นฐาน รับชมฟรี จะต้องมีรายการประเภทไหน อย่างไร และรายการที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างไร ที่ผู้ประกอบการนำมาเสนอเพิ่มเติมต่อผู้บริโภค รวมไปถึงการกำกับ เนื้อหารายการ ที่จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ขณะที่ในแง่ของการกำกับดูแลกิจการวิทยุ และโทรทัศน์ จะมุ่งไปที่พฤติกรรม การโฆษณา และเนื้อหารายการ ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลส่วนหนึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย อีกส่วนคือ การกำกับดูแลให้เกิดความเหมาะสม ซึ่ง กสทช.ได้สร้างเครือข่ายผู้บริโภคเพื่อให้ช่วยดูแล และร้องเรียนเข้ามา ถ้าเรื่องใดเป็นปัญหาต้องแก้ไข จะกำหนดเพิ่มเติมเข้าไปในร่างประกาศหลักเกณฑ์อื่นๆ ตามมา

สำหรับการกำกับดูแลในเรื่องเนื้อหารายการ กสทช.ได้ออกประกาศร่างหลักเกณฑ์ในเรื่องการจัดผังรายการ เนื้อหาหลัก คือการกำหนดให้รายการที่ถูกจัดเรต น.13+ จะต้องออกอากาศตั้งแต่ 20.0022.00 น.เป็นต้นไป และรายการ น.18+ ต้องออกอากาศตั้งแต่ 22.00 น.เป็นต้นไป โดยการจัดเรตยังให้เป็นดุลยพินิจของแต่ละสถานี

“แต่หากผู้ชมมีข้อโต้แย้ง สามารถร้องเรียนมาได้ผ่านช่องทางต่างๆ โดย กสทช.จะพิจารณาเป็นกรณีไป แต่จะไม่ทบทวนคู่มือการจัดทำเรตติ้งเดิมที่มีอยู่” พ.อ.นที ระบุ

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า จะเสนอให้มีการปรับแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ 4 แนวทาง 1. คือการปรับปรุงระบบคอลเซ็นเตอร์ของสำนักงาน โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดใหญ่ 2.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรู้เท่าทันสื่อ โดยสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ

แนวทางที่ 3.พัฒนาหลักสูตรรู้เท่าสื่อ โดยร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรตั้งแต่ประถมศึกษา และ 4.ผลักดันโครงการจัดทำสื่อวิทยุและโทรทัศน์สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น คนพิการ โดยขอใช้เงินจากกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในปี 2556 เป็นต้นไป ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค