
โนเบิลแหยงอีไอเอไม่ชัวร์ไม่พัฒนา
โนเบิลปรับแผนรับอีไอเอเข้มหนัก ลั่นพร้อมลุยต่อ กรุงเทพฯต่างจังหวัด เตรียมผุด 3 โครงการรวดไตรมาสแรกปีหน้า
โนเบิลปรับแผนรับอีไอเอเข้มหนัก ลั่นพร้อมลุยต่อ กรุงเทพฯต่างจังหวัด เตรียมผุด 3 โครงการรวดไตรมาสแรกปีหน้า
นายกิตติ ธนากิจอำนวย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า แผนการลงทุนในปีหน้าจะมีความระมัดระวังเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยโครงการที่อยู่บนที่ดินแปลงเล็ก หรืออยู่ในทำเลที่มีความเสี่ยงเรื่องสิ่งแวดล้อม จะรอให้การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอผ่านก่อน จึงจะเปิดขาย แต่ถ้าโครงการที่อยู่บนทำเลที่มีความมั่นใจจะเปิดขายควบคู่ไปกับการทำอีไอเอ
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวเป็นผลมาจากโครงการโนเบิล ยูไนท์ สุรศักดิ์ ที่ได้รับผลกระทบจากกฎอีไอเอที่เปลี่ยนให้เข้มขึ้น ในเรื่องพื้นที่สีเขียวใต้อาคาร โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่โนเบิลยื่นอีไอเอ และเป็นช่วงหลังจากที่มีการเปิดขายโครงการไปแล้ว ทำให้บริษัทตัดสินใจคืนเงินลูกค้าพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 58 ราย และอยู่ระหว่างปรับแบบเพื่อยื่นอีไอเอใหม่ และหากได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการอีไอเอแล้ว จึงจะนำกลับมาเปิดขายใหม่
ขณะที่นโยบายการลงทุน หลังจากนายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหัวเรือหลักของโนเบิลลาออกไปเมื่อกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยเตรียมเปิดตัว 3 โครงการพร้อมกันในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า บนทำเลรัชดาภิเษก ทองหล่อ และสุขุมวิท มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท และยังเน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม
"โนเบิลมีระบบการทำงานที่แข็งแกร่ง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงอย่างไร ก็จะไม่กระทบต่อทิศทางการลงทุนและรูปแบบผลิตภัณฑ์ ทุกอย่างยังคงต้องเดินหน้าต่อไป" นายกิตติกล่าว
นอกจากนี้ นโยบายการทำตลาดจะต้องชัดเจนมากขึ้น โดยยังคงจับตลาดคอนโดมิเนียมเป็นหลัก สัดส่วนมากถึง 90% ส่วนที่เหลืออีกเพียง 10% เป็นแนวราบ
ซึ่งในส่วนของคอนโดมิเนียม จะแบ่งเป็น 2 ตลาดหลักๆ คือ ตลาดระดับไฮเอนด์ ราคาประมาณ 2 แสนบาทต่อตร.ม. และกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลาง ภายใต้แบรนด์ โนเบิล รีวอลฟ์เป็นหลัก โดยปีหน้าประเดิมโครงการแรกบนทำเลรัชดาภิเษก
สำหรับแผนลงทุนต่างจังหวัดปีหน้าเตรียมพร้อมแล้ว โดยตลาดที่มีศักยภาพจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตลาดที่รับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะเป็นโซนเหนือ อีสาน อุบลราชธานี อุดรธานี และตลาดบ้านพักตากอากาศ เช่น หัวหิน เขาใหญ่ ซึ่งการลงทุนจะเน้นจับมือพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน
ทางด้านเป้าหมายยอดขายไม่เน้นการเติบโตที่หวือหวา แต่ต้องมียอดขายและรายได้ต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะปิดยอดขายได้ที่ 3,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ 2,700-2,800 ล้านบาท ส่วนปีหน้ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 7,000 ล้านบาทและรับรู้รายได้ใกล้เคียงกับปีนี้โดยปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างขาย คือ โนเบิล เพลินจิต มียอดขายแล้ว 55% จากมูลค่าโครงการ 1.5 หมื่นล้านบาท และโนเบิล รีวอลฟ์ อารีย์ มียอดขายแล้ว 60%







