
คาดแนวโน้มส่งออกอาหารไทยไปญี่ปุ่นปี 53 ทรงตัว
แนวโน้มส่งออกอาหารไทยไปญี่ปุ่นปี 2553 คาดอยู่ในระดับทรงตัว มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ดี ผู้บริโภคระวังการซื้อสินค้าอาหารมากขึ้น
แนวโน้มส่งออกอาหารไทยไปญี่ปุ่นปี 2553 คาดอยู่ในระดับทรงตัว มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ดี ผู้บริโภคระวังการซื้อสินค้าอาหารมากขึ้น
นายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยไปตลาดญี่ปุ่นในปี 2553 อาจะไม่เติบโตมากนัก โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ที่มีมูลค่า 3,317ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว โดยในปีนี้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น (จีดีพี) น่าจะอยู่ที่ระดับ 0.7% เท่านั้น
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเริ่มชะลอการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลงตั้งแต่ปี 2552 โดยลดการนำเข้าจากไทยลง 2% สหรัฐอเมริกา 23% และแคนนาดา 25% เพราะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดี ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจะเรียนรู้พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคญี่ปุ่น เพื่อมองหาโอกาสในการส่งออก โดยพฤติกรรมการบริโภคหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้บริโภคญี่ปุ่นจะชะลอการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอาหาร ให้ความสำคัญกับระดับราคาอาหารมากขึ้น แต่ยังคงเน้นคุณภาพและความปลอดภัย สนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ และกระแสการบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพ และการควบคุมน้ำหนักยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับลักษณะสินค้าที่อยู่ในความต้องการควรจะเป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2552 ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยจากไทยเพิ่มขึ้นสูงถึง 19% มูลค่า 980 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคมองว่ามีคุณค่าทางอาหาร เหมาะกับการรับประทานเพื่อรักษาสุขภาพ
ขณะเดียวกันอาหารไทยที่มีรสเผ็ด และรสกลมกล่อม จะเป็นรสชาติที่สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่น โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องปรุงอาหารไทย เช่น น้ำพริกเผา น้ำจิ้มไก่ จะมีทิศทางการขยายตัวในตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้การเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มผู้บริโภคมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่ไปจำหน่ายในญี่ปุ่นทั้งในด้านรูปแบบที่ทันสมัย ด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ และฉลากอาหารที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น โดยบรรจุภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและใช้ในการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ออกแบบมาเพื่อทุกคน มีขนาดเล็กลง และสามารถอุ่นด้วยไมโครเวฟได้
“ขณะนี้จีนพยายามแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในญี่ปุ่นจากไทย โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ออกมาสวยงาม คล้ายกับของญี่ปุ่น ทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าจากมากขึ้น หลังจากที่โดนวิกฤตเมลามีนไป ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่นให้มากขึ้น” นายอมร กล่าว
สำหรับตลาดญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 15% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมด โดยไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับสินค้าอาหารในญี่ปุ่นอยู่ที่ 6% รองจากสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนแบ่ง 26% จีน 13% ออสเตรเลีย 7% และแคนนาดา 6.5% มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ไก่ปรุงสุก กุ้งแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง น้ำตาลทรายดิบ และอาหารสัตว์เลี้ยง
แนวโน้มส่งออกอาหารไทยไปญี่ปุ่นปี 2553 คาดอยู่ในระดับทรงตัว มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ดี ผู้บริโภคระวังการซื้อสินค้าอาหารมากขึ้น
นายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยไปตลาดญี่ปุ่นในปี 2553 อาจะไม่เติบโตมากนัก โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ที่มีมูลค่า 3,317ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว โดยในปีนี้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น (จีดีพี) น่าจะอยู่ที่ระดับ 0.7% เท่านั้น
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเริ่มชะลอการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลงตั้งแต่ปี 2552 โดยลดการนำเข้าจากไทยลง 2% สหรัฐอเมริกา 23% และแคนนาดา 25% เพราะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดี ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจะเรียนรู้พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคญี่ปุ่น เพื่อมองหาโอกาสในการส่งออก โดยพฤติกรรมการบริโภคหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้บริโภคญี่ปุ่นจะชะลอการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอาหาร ให้ความสำคัญกับระดับราคาอาหารมากขึ้น แต่ยังคงเน้นคุณภาพและความปลอดภัย สนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ และกระแสการบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพ และการควบคุมน้ำหนักยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับลักษณะสินค้าที่อยู่ในความต้องการควรจะเป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2552 ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยจากไทยเพิ่มขึ้นสูงถึง 19% มูลค่า 980 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคมองว่ามีคุณค่าทางอาหาร เหมาะกับการรับประทานเพื่อรักษาสุขภาพ
ขณะเดียวกันอาหารไทยที่มีรสเผ็ด และรสกลมกล่อม จะเป็นรสชาติที่สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่น โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องปรุงอาหารไทย เช่น น้ำพริกเผา น้ำจิ้มไก่ จะมีทิศทางการขยายตัวในตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้การเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มผู้บริโภคมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่ไปจำหน่ายในญี่ปุ่นทั้งในด้านรูปแบบที่ทันสมัย ด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ และฉลากอาหารที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น โดยบรรจุภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและใช้ในการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ออกแบบมาเพื่อทุกคน มีขนาดเล็กลง และสามารถอุ่นด้วยไมโครเวฟได้
“ขณะนี้จีนพยายามแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในญี่ปุ่นจากไทย โดยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ออกมาสวยงาม คล้ายกับของญี่ปุ่น ทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าจากมากขึ้น หลังจากที่โดนวิกฤตเมลามีนไป ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่นให้มากขึ้น” นายอมร กล่าว
สำหรับตลาดญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 15% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมด โดยไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับสินค้าอาหารในญี่ปุ่นอยู่ที่ 6% รองจากสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนแบ่ง 26% จีน 13% ออสเตรเลีย 7% และแคนนาดา 6.5% มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ไก่ปรุงสุก กุ้งแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง น้ำตาลทรายดิบ และอาหารสัตว์เลี้ยง







