
ชงช่วยรายย่อยเอี่ยว3จี
สมาคมโทรคมนาคมไทยขอ กสทช.ลดค่าธรรมเนียมไลเซนส์ 3จี หนุนค่ายมือถือเลือกใช้ผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ
สมาคมโทรคมนาคมไทยขอ กสทช.ลดค่าธรรมเนียมไลเซนส์ 3จี หนุนค่ายมือถือเลือกใช้ผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ
นายวิชัย เบญจรงคกุล นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย. เพื่อขอให้ กสทช.ออกมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศได้มีส่วนแบ่งจากเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 1 แสนล้านบาท จากการติดตั้งและขยายโครงข่าย 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หลังได้รับใบอนุญาต (ไลเซนส์) จาก กสทช.
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศได้มีส่วนแบ่งจากมูลค่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว และเพื่อไม่ให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ จากการที่ผู้ให้บริการหันไปเลือกใช้อุปกรณ์จากประเทศจีนและเกาหลีใต้แทนการใช้บริษัทในประเทศ
นอกจากนี้ ยังขอให้ทบทวนปรับปรุงแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการใช้สิทธิในการปักเสาหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบให้บริการโทรคมนาคม เพื่อลดระยะเวลาการติดตั้งโครงข่ายของผู้ประกอบการให้เร็วขึ้นจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 36 เดือน
นายเจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สมาคมเคยส่งจดหมายถึง กทค.แล้ว และคณะทำงานเตรียมเสนอบอร์ด กทค.พิจารณาลดค่าธรรมเนียมไลเซนส์ รายปีจาก 2% เหลือ 1% สำหรับผู้ได้ไลเซนส์ที่ใช้อุปกรณ์ติดตั้งโครงข่าย เช่น ไฟเบอร์ออปติก เราเตอร์ สวิตช์ บริษัทในประเทศ
สำหรับเงื่อนไขดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องโทรคมนาคม และจะนำเสนอบอร์ด กทค.เพื่อพิจารณา ซึ่งหาก กทค.เห็นชอบจะส่งผลให้อัตราค่าธรรมเนียมไลเซนส์ที่เอกชนต้องจ่ายต่อปีเหลือเพียง 4.75% จากเดิมที่ต้องจ่ายค่ธรรมเนียม 2% และค่ากองทุนพัฒนาบริการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์ทั่วถึง (USO) 3.75% รวม 5.75%
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนโครงข่าย 3จี ของผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ใน 3 ปีแรกรวมกันอยู่ที่ 1.1 แสนล้านบาทแบ่งเป็น บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค 5 หมื่นล้านบาท ดีแทค เนทเวอร์ค 4 หมื่นล้านบาท และ เรียล ฟิวเจอร์ 2 หมื่นล้านบาท โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าบริการ 3 จี จะช่วยกระตุ้นการใช้ดาต้าให้เติบโตขึ้นเป็น 35.644% หรือมีมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท และทำให้อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในปีหน้ามีมูลค่ามากกว่า 2.1 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีนี้ที่มีมูลค่า 1.88 แสนล้านบาท







