
ฟันธงเทรนด์โลกออนไลน์"56 "ดิจิตอล คอมเมิร์ซ" แรงแซงโค้ง
กระแสการตลาดออนไลน์ หรือออนไลน์ มาร์เก็ตติง กลายเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องใช้ขยายฐานลูกค้า รักษาฐานลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ยังไม่ก่อให้เกิดการซื้อขายบนโลกออนไลน์จริงๆ เป็นการใช้เพียงกลยุทธ์ด้านสื่อดิจิตอล หรือดิจิตอล มาร์เก็ตติงเท่านั้น
กระแสการตลาดออนไลน์ หรือออนไลน์ มาร์เก็ตติง กลายเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องใช้ขยายฐานลูกค้า รักษาฐานลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ยังไม่ก่อให้เกิดการซื้อขายบนโลกออนไลน์จริงๆ เป็นการใช้เพียงกลยุทธ์ด้านสื่อดิจิตอล หรือดิจิตอล มาร์เก็ตติงเท่านั้น
แต่แนวโน้มปีหน้า โลกกำลังจะก้าวไปสู่ “ดิจิตอล คอมเมิร์ซ” และ “โซเชียล คอมเมิร์ซ” หรือการใช้สื่อดิจิตอลทั้งหมดที่มีอยู่ก่อให้เกิดธุรกรรมได้จริง ซึ่งจะเริ่มเห็นค้าปลีกรายใหญ่บ้านเราลุกขึ้นมาทำบ้างแล้ว เช่น กลุ่มเซ็นทรัล บิ๊กซี ไดโซะ กับการช็อปปิ้งออนไลน์ หรือกลุ่ม ผู้ประกอบการรายย่อยที่ขายสินค้าแฟชั่นบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในยุคดิจิตอล คอมเมิร์ซ
อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย อินเตอร์แอคทีฟ เอเยนซี เปิดเผยว่า ดิจิตอล คอมเมิร์ซจะมาแรงในปีหน้า และเข้ามาแทนที่ดิจิตอล มาร์เก็ตติง โดยมี 6 แนวโน้มสำคัญ ได้แก่ เทรนด์ที่ 1 การมุ่งสู่โมบาย แอพพลิเคชัน โดยผู้ประกอบการทุกวงการจะตื่นตัวทำแอพพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนในทุกแพลตฟอร์มทั้งระบบไอโอเอสของค่ายแอปเปิล และระบบแอนดรอยด์
นอกจากนี้ ในวงการค้าปลีกอาจต้องพัฒนาแอพพลิเคชันถึงระดับที่ซื้อขายสินค้า จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชันของตัวเองได้เลย ซึ่งในอเมริกา ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แบรนด์เนมต่างๆ ปรับตัวสู้โลกออนไลน์ไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่เว็บไซต์อะเมซอน คลอดแอพพลิเคชั่น เช็คราคา โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปในศูนย์การค้าต่างๆ สแกนบาร์โค้ดสินค้า แอพพลิเคชั่นของอะเมซอนก็จะเปรียบเทียบให้เห็นเลยว่าตัวเองขายถูกกว่า แถมส่งสินค้าให้ด้วย
“สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา คือ ทุกร้านค้ากลายเป็นโชว์รูมให้อะเมซอน โดยที่อะเมซอนไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้าน ลูกค้าเข้าไปดูสินค้าจริงในช็อปต่างๆ แต่กลับมาคลิกซื้อในอะเมซอน กลายเป็นประเด็นที่ทุกห้าง ทุกร้านค้าต่างต้องปรับตัวสู้กับการตลาดออนไลน์ของอะเมซอน นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าวันหนึ่งอะเมซอนจะเข้ามาทำตลาดในไทย” อุไรพร กล่าว
เทรนด์ที่ 2 การปรับตัวทำร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อขยายธุรกิจ โดยค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในอเมริกาเริ่มทำไปแล้ว เช่น เทสโก้ โลตัส ที่มียอดขายรวม 7.2 หมื่นล้านปอนด์ หลังจากทดลองทำอีคอมเมิร์ซ สามารถทำยอดขายผ่านช่องทางดังกล่าวได้มากถึง 2,000 ล้านปอนด์จาก 4 ล้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งเร็วๆ นี้จะเปิดตัวในไทยเช่นกัน รวมถึงยักษ์ใหญ่วงการฟาสต์ แฟชั่นอย่างยูนิโคล่ ก็เริ่มทดลองทำหน้าร้านออนไลน์ครั้งแรกที่นิวยอร์กแล้ว
ได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวอเมริกัน ส่วนแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากอเมริกา Neiman Marcus นอกจากจะลุกมาทำหน้าร้านออนไลน์แล้ว ยังบินข้ามโลกมาฮ่องกง ร่วมทุนกับคนท้องถิ่นเปิดเว็บไซต์แฟชั่นออนไลน์ เพื่อเจาะคนจีน ได้รับการตอบรับแบบก้าวกระโดดมาก
สำหรับเทรนด์ที่ 3 โปรโมชันเฉพาะตัวผ่านมือถือ ซึ่งการขยายตัวของสมาร์ตโฟน เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้นักการตลาดหันมาให้ความสำคัญกับการทำโปรโมชันบนมือถือ เมื่อผู้บริโภคถือสมาร์ตโฟนเข้าไปตามจุดที่มีโปรโมชัน จะมีป๊อปอัพขึ้นมาทันทีว่าบริเวณนี้กำลังมีโปรโมชันใดบ้าง หรือแม้แต่ร้านค้ามีแอพพลิเคชั่น เมื่อลูกค้าเดินเข้าร้าน โปรโมชั่นพิเศษก็จะป๊อปอัพขึ้นมาบนแอพพลิชั่นทันที
นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่า “กระเป๋าตังค์ออนไลน์” หรือดิจิตอล วอลเล็ต (Digital Wallet) จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ถูกพูดถึงในไทยมากขึ้น เนื่องจากไอโฟน 5 มี แอปเปิล พาสบุ๊ก ให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บคูปองออนไลน์ ตั๋วออนไลน์ บอร์ดดิงพาส บัตรสมาชิกออนไลน์เข้าแอปเปิล พาสบุ๊กซึ่งเริ่มคึกคักในอเมริกาแล้ว ส่วนในเมืองไทย เชื่อว่ารายใหญ่จะเป็นผู้จุดพลุ
ดิจิตอล วอลเล็ตในอเมริกาพัฒนาไปถึงระดับไม่ต้องพิมพ์บอร์ดดิ้งพาส เพียงโชว์บอร์ดดิ้งพาส ออนไลน์ในแอปเปิ้ล พาสบุ๊ค ก็ขึ้นเครื่องได้แล้ว รวมถึง การแจกบัตรของขวัญออนไลน์ให้แก่กัน โดยไม่ต้องพิมพ์เป็นบัตรของขวัญออกมา ส่วนเทรนด์ที่ 4 การต่อยอดโซเชียล มีเดียสู่โซเชียล คอมเมิร์ซ คือ การนำจุดเด่นของเครือข่ายสังคมออนไลน์มาใช้กับการขายสินค้าบนโลกออนไลน์และออฟไลน์
กรณีศึกษาที่น่าสนใจในอเมริกา คือ แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น C&A Fashion ใช้ไม้แขวนเสื้อดิจิตอล ซึ่งเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของตัวเอง และโซเชียล มีเดียของตัวเอง เมื่อมีคนกดไลค์เสื้อตัวนั้นๆ จำนวนไลค์ก็จะไปปรากฎบนไม้แขวนเสื้อดิจิตอลระบุว่าเสื้อแต่ละตัว มียอดคลิกไลค์เท่านั้น ผู้ซื้อก็จะรู้ได้ว่าเสื้อแต่ละตัว เป็นทื่ชื่นชอบของสังคมมากน้อยแค่ไหน
ขณะที่เทรนด์ที่ 5 สื่อโฆษณาในสมาร์ตโฟน ปีหน้าสมาร์ตโฟนจะเป็นจุดเปลี่ยนของสื่อโฆษณา จากจำนวนสมาร์ตโฟนที่มากถึง 10.4 ล้านเครื่อง ถือว่ามีพลังมหาศาล หากเจ้าของสินค้าสามารถเข้าถึงได้ แต่ปัญหาของโฆษณาที่อยู่ในแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนสมาร์ทโฟน ยังมีข้อจำกัดในเรื่องขนาดที่เล็ก ซึ่งต้องดูการตอบรับว่า แบรนเนอร์ขนาดเล็ก จะมีผู้คลิกมาน้อยแค่ไหน ปิดท้ายด้วยเทรนด์ที่ 6 การรวมศูนย์สื่อดิจิตอลทุกช่องทาง จะเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องหันมาให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันแบรนด์ไทยยังใช้สื่อดิจิตอลไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งปีหน้าทุกค่ายต้องระดมทีมงาน รวมศูนย์การสื่อสารบนโลกออนไลน์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขยายฐานลูกค้า
จาก 6 แนวโน้มดังกล่าว ทำให้คาดการณ์ว่าปีหน้างบการตลาดออนไลน์เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 5-10% ซึ่งรวมทั้งงบการสร้างแอพพลิเคชัน และการโฆษณาบนสื่อออนไลน์ ส่วนมูลค่าโฆษณาออนไลน์ ปัจจุบันอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เติบโต 20% หรือคิดเป็น 3% ของมูลค่าโฆษณาทั้งระบบกว่า 1 แสนล้านบาท







