
ฟิลลิปชี้ปัจจัยลบรุมลงทุนไม่คุ้มเสี่ยง
แนะหลบภัยในกองตลาดเงิน‘วิน’เชียร์ดอกเบี้ยต่ำต้องกล้า
แนะหลบภัยในกองตลาดเงิน‘วิน’เชียร์ดอกเบี้ยต่ำต้องกล้า
“วิน” เชียร์ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงช่วงดอกเบี้ยต่ำ ด้าน บล.ฟิลลิป ยืนยันมีแต่ปัจจัยลบไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ยังแนะให้หลบภัยอยู่ในกองทุนตลาดเงิน
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ กล่าวว่า นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ควรกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงอีก โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และจีน ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศคู่ค้าของประเทศไทย
“บลจ.วรรณ ยังมั่นใจในตลาดหุ้นไทย ปี 2556 และคาดว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวได้ถึงระดับ 1,450 จุด จากปริมาณเงินที่ยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
“การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จะส่งผลให้การลงทุนในตลาดเงิน หรือกองทุนตราสารหนี้แบบมีกำหนดเวลาชัดเจนมีการปรับลดอัตราผลตอบแทนลงตามไปด้วย เช่น กองทุนประเภท 3 เดือน หรือ 6 เดือน นักลงทุนควรพิจารณาทางเลือกอื่นๆ” นายวิน กล่าว
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้สินทรัพย์เสี่ยงจะเริ่มแกว่งตัวในกรอบจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังรอดูท่าทีในการแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ของสหรัฐ และหวังว่าจะเห็นความร่วมมือกันของนักการเมืองสหรัฐในการแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ยาก ที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยงจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
“สำหรับนักลงทุนระยะสั้นยังคงแนะนำให้รอดูสถานการณ์ไปก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าซื้อในช่วงนี้ สำหรับนักลงทุนระยะยาว เรามองว่า ความเสี่ยงปัญหา Fiscal Cliff ไม่คุ้มที่จะเข้าไปเสี่ยง ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เราจะทยอยเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น หลังมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยแน่ๆ แล้วค่อยลงทุนก็ยังไม่สาย” นายสานุพงศ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายสานุพงศ์ แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในกองทุนตลาดเงิน เพื่อรักษาเงินต้นไว้ก่อน
นอกจากนี้ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ยังรายงานว่า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ปัญหาหนี้ยุโรปและ Fiscal Cliff เป็นแรงกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคาทองคำปรับลดลง อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางขึ้นอีก ทำให้ราคาน้ำมันไนเม็กซ์ปรับเพิ่มขึ้น แต่น้ำมันเบรนต์ปรับลดลง
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเริ่มกลับมาทรงตัวอีกครั้ง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 6 เดือน และ 1 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ทั้งอายุ 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น







