
ผู้ว่ารถไฟป้ายแดง'ประภัสร์'ลั่นเร่งเซ็นสัญญา1.76แสนล.ในปีครึ่ง
หลังจากใช้เวลาสรรหาผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาระยะหนึ่ง ล่าสุด คณะกรรมการสรรหาของ ร.ฟ.ท
โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์
หลังจากใช้เวลาสรรหาผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาระยะหนึ่ง ล่าสุด คณะกรรมการสรรหาของ ร.ฟ.ท. ซึ่งมี พล.ต.ต.สันติ วิจักขณา ในฐานะประธานสรรหาได้เสนอให้ที่ประชุมบอร์ด ร.ฟ.ท.พิจารณาและเลือก ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มานั่งแท่นในตำแหน่งผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ซึ่งเป็นคนนอกคนแรกที่ไม่ใช่ลูกหม้อ ร.ฟ.ท. จึงนับเป็นเรื่องน่าสนใจมากว่า ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ใหม่ป้ายแดงจะมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาพลิก ร.ฟ.ท.ให้กลับมารุ่งเรืองได้อย่างไร
เป้าหมายในฐานะผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ที่จะสัมผัสได้ในยุคของประภัสร์
งานที่ผมเข้าไปทำคงไม่ใช่ 4 ปี แต่เป็น 2 ปีครึ่ง เพราะครบอายุ 60 ปี ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ ร.ฟ.ท.กลับมาเป็นความภาคภูมิใจของคนรถไฟและคนไทยคือ งานหลัก ด้านการให้บริการทั้งขนคนและขนสินค้า จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับงบประมาณ 1.76 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลได้อนุมัติไว้แล้ว และเบิกจ่ายเพียง 1 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น จึงมีเป้าหมายว่า ภายใน 1 ปี หรือปีครึ่ง จะต้องเซ็นสัญญาผูกพันงบทั้งหมดให้ได้ เพราะงานเป็นการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน มีทั้งรางเก่าและรางใหม่เยอะมาก เพราะรางที่มีกว่า 4,000 กิโลเมตรทั่วประเทศถูกละเลยมานานมาก ทั้งหัวรถจักร ตัวรถ โดยสาร แคร่ลาก ตู้สินค้า ฉะนั้นต้องเร่งรัดจ้างคนมาซ่อมและจัดซื้อโดยเร็ว
ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสถานะที่แท้จริงของงานที่ทำ จึงได้สั่งการให้ภากรณ์ ตั้งเจตสกาว รองผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. สรุปรายงานส่งมาให้ผมภายใน 1 สัปดาห์ ผมจะได้กำหนดว่า งานที่ควรจะได้จริงๆ คืออะไร เครื่องมือหากินของเรามีอะไรใช้เวลาซ่อมและสร้างเท่าไร
เรื่องที่สองคือ การสร้างขวัญและกำลังใจของพนักงาน เพราะทุกคนต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจอาจต้องใช้เวลาสักนิดในการทำงานของผม แต่ดูจากสภาพความเป็นอยู่ของพนักงานที่นี่ ทั้งการปฏิบัติงาน ที่อยู่อาศัย ถูกละเลยเช่นกัน อาทิ ต้องปรับปรุงห้องน้ำ บ้านพัก เริ่มจากการปรับปรุงทุกอย่างในตึกบัญชาการ หรือที่ทำงานของรถไฟปัจจุบันก่อน และจะทำทั่วประเทศไปพร้อมๆ กัน คงต้องไปตรวจสอบกฎหมายระเบียบข้อบังคับ ถ้าเกี่ยวกับการเงินจะประสานงานกับกระทรวงการคลัง เพราะเชื่อว่า หากสิ่งแวดล้อมดีประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานก็จะดี
รถไฟประสบภาวะขาดทุนมาโดยตลอดจะแก้ไขอย่างไร
เข้าใจได้ เพราะ ร.ฟ.ท.ใช้เงินสร้างโครงสร้างพื้นฐานและก่อให้เกิดหนี้สะสม นอกจากนี้ยังมีหนี้ที่เป็นไปตามนโยบายเพื่อสังคมของรัฐด้วย จึงต้องเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา นอกจากนี้จะเสนอให้ทราบด้วยว่าหน่วยงานประเภทบริการเชิงสังคมทั้งรถไฟ รฟม. และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โครงการที่ทำมีผลตอบแทนทางการเงินติดลบ แต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นบวกรัฐสนับสนุนให้ทำ จึงต้องถามว่า เมื่อสร้างหรือดำเนินการโครงการแล้วเสร็จ ทำไมไม่นำผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมาคิดให้หน่วยงานเลยหรือ
คำถามคือว่า หากรถไฟ รถไฟฟ้า ขสมก. หยุดเดินรถจะเกิดอะไรขึ้น คนก็ต้องลำบากไปหาวิธีการเดินทางด้วยวิธีอื่น ฉะนั้นทำไมจุดนี้ไม่คิดกลับมาเป็นผลบวกให้องค์กรเราเลย เป็นเรื่องที่ผมต้องการเรียกร้อง โดยระบบโครงสร้างพื้นฐานรัฐควรตัดหนี้สินไปเลย ส่วนการประกอบการรัฐให้งบมาก ให้คิดค่าใช้จ่ายว่า รถไฟฯ บริหารจัดการอย่างไร ส่วนค่าโดยสารให้รัฐไปเลยก็ได้ มันจึงจะแฟร์ ไม่ใช่เอาหนี้มารวมๆ กันแล้วโยนให้รถไฟฯ ต้องให้สังคมเห็นด้วยว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต้องคิดกลับมาให้หน่วยงานเราได้ ไม่ใช่ก่อสร้างส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์ แล้วโยนหนี้ให้เราอีก กลายเป็นหนี้เพิ่มเรื่อยๆ
เปรียบเทียบการทำงาน รฟม. กับ ร.ฟ.ท.อะไรหนักใจและมีปัญหามากกว่า
ต่างหน่วยงานก็ต่างมีปัญหา แต่ความลึกซึ้งมันคนละแบบ ที่ ร.ฟ.ท.พนักงานเยอะ กว่าจะทำความเข้าใจจะสื่อสารต่อลำบาก เพราะที่ผ่านมาสื่อผิดๆ ก็เริ่มมี นี่เป็นสิ่งที่เป็นเป็นห่วง จึงได้พูดเสมอว่า ใครมีอะไรเชิญมาที่ห้องได้เลย ผมไม่ใช่ผู้ว่าฯ ประเภทที่อยู่บนหอคอยงาช้าง ทุกเรื่องมอบอำนาจไปแล้ว ผมไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว “ไม่ใช่”
ปัจจุบันที่นี่แยกออกเป็นหลายๆ ส่วน โดยไม่ประสานงานกัน ไม่หารือกัน ซึ่งผมกำลังปวดหัว เพราะเป็นการทำงานที่เสียเวลามาก ต่างคนต่างทำ เมื่อไรจะจบคงต้องมาดูกัน
ในส่วนของ รฟม.ออกมานานแล้ว จะไม่ค่อยทราบ แต่ช่วงที่ผมอยู่ต่างคนต่างมีงานทำ เลยไม่ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้ทุกคนได้ทำงาน ไม่ใช่มานั่งจินตนาการ หรือดูละครแล้ว คิดว่านี่คือละคร ใครชอบจินตนาการควรอยู่บ้านจินตนาการไม่ใช่มาใช้เวลาของหลวง ส่วนโครงการอื่นๆ อยู่ระหว่างติดตามงานคงต้องมาดูกันอีกที
นโยบายรัฐเน้นเรื่องระบบรางมากหนักใจหรือไม่
งานระบบรางที่เยอะๆ ส่วนใหญ่เป็นของ รฟม. งานของ ร.ฟ.ท.เองนั้น เป็นงานที่ต้องใช้งบ 1.76 แสนล้านบาท และในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลยังไม่ได้มอบหมายให้หน่วยงานใดทำ การที่ผมมานั่งที่นี่ไม่ใช่ว่า รถไฟฯ จะได้งานโครงการรถไฟความเร็วสูงมาทำ และพนักงานก็เหมือนเดิมได้ และพนักงาน ร.ฟ.ท.ต้องพิสูจน์ให้สังคมดู ว่าที่นี่ยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ขณะนี้สังคมมองรถไฟฯ ในแง่ลบ หากยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า เราเป็นหน่วยงานที่ดี และหากปล่อยให้ ร.ฟ.ท.ทรุดโทรมเช่นนี้ หน่วยงานนี้ก็ควรเลิกไป
ปัจจุบันรถไฟไปถึงแค่ 40 จังหวัด เหลืออีกว่า 30 จังหวัด เราควรภาคภูมิใจหรือไม่ หากดำรงความภาคภูมิใจควรพัฒนาที่รถไฟฯ ให้ก้าวหน้าเป็นที่พึ่งของประชาชน การเป็นหน่วยงานอยู่มานานอย่าทำงานแบบวนๆ หรือตั้งตำแหน่งเยอะๆ เป็นอันตรายต่อองค์กรมากๆ ยิ่งไม่ได้ทำงานด้วยแล้ว ฉะนั้นคนต้องทำงาน
“อยากฝากให้พนักงานรถไฟฯ อย่านอกลู่นอกทาง อย่าอยู่อย่างเป็นขยะ “ไม่เอา” เพราะอยากเห็นรถไฟฯ ดีขึ้น เป็นหน้าเป็นตาของคนไทย ใครทำให้รถไฟฯ เสียชื่อ “ผมเอาเรื่อง” อย่ามาอ้างว่าฝ่ายการเมืองสั่งมา ผู้ใหญ่สั่งมา ต้องชี้แจงได้ว่า ใครชื่ออะไร” ประภัสร์ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวทิ้งท้าย







