
แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ดีกว่าคาด
เริ่มที่ข่าวดีกันก่อนกับเวิลด์แบงก์ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
เริ่มที่ข่าวดีกันก่อนกับเวิลด์แบงก์ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ปีนี้อยู่ที่ 4.7% เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนอยู่ที่ 4.5% เมื่อเห็นสัญญาณการฟื้นตัวการอุปโภคบริโภคในประเทศฟื้นตัวเต็มที่ในไตรมาส 3 หลังน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 โดยคาดว่าในไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4.3% และขยายตัวต่อเนื่องในปี 2556 ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 5% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม การผลิต การลงทุน การนำเข้าลดลง ขณะที่การส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามกำลังการผลิต โดยคาดว่าการส่งออกไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ที่ 10-12% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่จะขยายตัวได้เพียง 2.4% รวมถึงการลงทุนภาครัฐเพิ่มมากขึ้น จากโครงการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ
พร้อมแนะว่าจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะยาวนาน ไทยต้องปรับตัวโดยมีมาตรการทางการคลังรองรับมากเพียงพอ รวมทั้งรัฐบาลต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง มีประสิทธิภาพ และในระยะสั้น 3-5 ปีข้างหน้า ต้องมีงบประมาณสำรองกันไว้ หากเกิดกรณีที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงรุนแรง เพื่อมีเงินเก็บนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ
ตามด้วย “วีรพงษ์ รามางกูร” ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีได้ปรับจีดีพีไทยปีนี้ขึ้นไปจาก 4.5% เป็น 5.5-6% เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมเร็วกว่าคาด
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยภาคการค้าการลงทุนจะเริ่มส่งสัญญาณดี แต่ในด้านการหารายได้กลับฝืดเคือง ล่าสุดกระทรวงการคลังสั่งให้เร่งจัดเก็บรายได้ เนื่องจากผลการจัดเก็บรายได้จากภาษีในปีงบประมาณ 2556 ช่วง 2 เดือนแรกต่ำกว่าคาดการณ์ กระทรวงการคลังจึงสั่งให้เพิ่มความเข้มข้นในการจัดเก็บรายได้ให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้า 2.4 ล้านล้านบาทแน่นอน
ทั้งนี้ กรมสรรพากรเล็งของบประมาณจากกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มกำลังคนและพัฒนาระบบเตรียมขยายฐานการเก็บภาษีธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ในประเทศไทย มีจำนวน 2,000 ราย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมรถยนต์ ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจโทรคมนาคม คิดเป็นรายได้จากการเก็บภาษีประมาณ 50% ของรายได้รวมทั้งหมด โดยในปีงบประมาณ 2556 คาดว่าการเก็บภาษีนิติบุคคลน่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ แม้ว่าจะมีการลดอัตราภาษีเหลือ 20% ก็ตาม
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยยอดสินเชื่อส่วนบุคคล 9 เดือนแรกเพิ่มสูงกว่า 2.4 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดค้างชำระเกิน 3 เดือน คิดเป็นสัดส่วน 37.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งถือว่าการผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก แม้จะยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณผิดนัดชำระหนี้ไม่สูงมากนัก จึงยังไม่ต้องมีมาตรการดูแลเพิ่มเติม
สำหรับประเด็นร้อนที่ต้องจับตาคือโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าการ ธปท. ออกมาชี้ว่า โครงการดังกล่าวใช้เงินจำนวนมาก มีการแบ่งผลประโยชน์กันหลายฝ่าย สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด การทำโครงการแล้วประสบภาวะขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวเลขจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำพืชผลทางการเกษตรของกระทรวงการคลังได้สรุปตัวเลขทุก 3 เดือน พบว่า ล่าสุดข้าวนาปีที่รับจำนำเข้ามา 6.9 ล้านตัน หากประเมินต้นทุนทุกอย่าง รัฐบาลขาดทุนถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และถ้ารวมกับข้าวนาปรังที่รับเข้ามาอีก 14.69 ล้านตัน รวมเป็นข้าวทั้งหมด 21.95 ล้านตัน จะเป็นเงินขาดทุนสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ หากรวมกับผลขาดทุนของปี 2555/2556 อีก 33 ล้านตัน จะทำให้รัฐมีภาระขาดทุนในอนาคตถึง 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้ของประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2555 จะขึ้นไปอยู่ที่ 49.9% ของจีดีพี และหากยังทำโครงการต่อไป ในปี 2562 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 61% ของจีดีพี เกินกรอบทางการคลังที่กำหนดไม่เกิน 60% ซึ่งจะกระทบกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามมา
ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ค่อยสดใสนัก นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ มีแรงเทขายทำกำไรเมื่อข่าวปรากฏค่อนข้างมาก หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ออกมาหมดแล้ว โดยดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดสัปดาห์นี้ที่ระดับ 1,294.50 จุด ก่อนปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดในช่วงกลางสัปดาห์ที่ 1,263.05 จุด หรือลดลง 31.45 จุด ก่อนฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และปิดตลาดที่ระดับ 1,280.13 จุด ลดลง 14.37 จุด
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องน่ายินดีสำหรับตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ MSCI Barra ได้ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี MSCI Global Standard Indices ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนในการลงทุน โดยพบว่ามีหุ้นไทย 4 หลักทรัพย์ ถูกเพิ่มเข้าคำนวณดัชนีในครั้งนี้และไม่มีหุ้นที่ถูกคัดออก โดยหุ้นทั้ง 4 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ซึ่งทั้งหมดเป็นบริษัทที่อยู่ใน SET50 และมีมูลค่าตลาดรวม 538,932 ล้านบาท
การที่หุ้นไทยถูกนำเข้าไปคำนวณดัชนี MSCI Global Standard Indices เพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดันให้ผู้ลงทุนต่างประเทศเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI AC Asia ex Japan ปัจจุบันอยู่ที่ 2.93% เพิ่มขึ้นจากเมื่อต้นปีที่ 2.65%







