
วางระบบพลังงานทดแทน
‘พงษ์ศักดิ์’เล็งปั้นแผนแม่บทปรับโครงสร้างราคารับเออีซี
‘พงษ์ศักดิ์’เล็งปั้นแผนแม่บทปรับโครงสร้างราคารับเออีซี
“พงษ์ศักดิ์” เล็งทำแผนแม่บทพลังงาน จัดระเบียบนโยบายพลังงานทดแทนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รับเออีซี
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า มีแนวคิดจัดทำแผนแม่บทพลังงานเพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายพลังงานทดแทนในภาคขนส่งจะต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ทั้งนี้หลังจากตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพลังงานครบทุกแห่งจะประมวลผลการดำเนินการที่ผ่านมา พร้อมผลกระทบอุปสรรคต่างๆเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลออกมา และขอความเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนจะประกาศแผนอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในภาคขนส่งทำให้มีชนิดเชื้อเพลิงที่หลากหลาย โดยกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์มีเป้าหมายแทนเบนซิน ซึ่งมีทั้ง อี10 อี20 และ อี85 ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ทดแทนดีเซลเพื่อลดต้นทุนขนส่งสินค้า แต่เอ็นจีวีก็ยังมีปัญหาเรื่องปริมาณและจำนวนปั๊ม รวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้น แต่รัฐยังจำเป็นต้องตรึงราคาต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในภาคขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้นมากเฉลี่ยเดือนละ 8.8 หมื่นตัน ขยายตัว 1020% จากต้นปี 2555 ซึ่งยังได้รับการอุดหนุนราคาและผิดวัตถุประสงค์ของการชดเชยราคาแอลพีจีในช่วงแรกที่ต้องการดูแลเฉพาะภาคครัวเรือน
“การจัดทำแผนแม่บทพลังงานเพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศทันกับเหตุการณ์ มีปัญหาก็ต้องแก้ไข และยังเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558 ที่ตอนนั้นราคาน้ำมันจะเสรี ใครก็สามารถเข้ามาใช้น้ำมันหรือก๊าซฯในบ้านเราได้ หากเรายังใช้นโยบายอุดหนุนราคาอาจทำให้ไทยเสียเปรียบได้” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
สำหรับนโยบายการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีจะเริ่มขยับราคาแอลพีจีครัวเรือนก่อน พร้อมออกบัตรเครดิตพลังงานเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยปัจจุบันแอลพีจีครัวเรือนยังได้รับการอุดหนุนราคาซึ่งมียอดการใช้เดือนละ 2 แสนตัน คาดว่าหลังปรับโครงสร้างราคาในปี 2556 จะเหลือสัดส่วนการชดเชยราคาเดือนละ 56 หมื่นตัน
ทั้งนี้ จะนำเรื่องเข้าหารือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สั่งการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ จัดทำฐานข้อมูลตัวเลขของผู้มีรายได้น้อยที่ใช้แอลพีจีครัวเรือน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการจัดทำบัตรเครดิตพลังงานส่วนลดราคาแอลพีจี โดยมีแนวคิดที่จะใช้เป็นส่วนลดได้ทั้ง แอลพีจี น้ำมัน และเอ็นจีวี และมีนโยบายปรับขึ้นเอ็นจีวีภาคขนส่ง
ทั้งนี้รัฐบาลจะเข้าไปดูแลผู้ใช้แอลพีจีครัวเรือนที่มีรายได้น้อยโดยใช้ฐานข้อมูลของผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี50 หน่วย/เดือนที่ มีอยู่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นจะนำเรื่องดังกล่าวหารือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สั่งการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ จัดทำฐานข้อมูลตัวเลขของผู้มีรายได้น้อยที่ใช้แอลพีจีครัวเรือนมีสัดส่วนเท่าไหร่ก่อนที่จะนำมาเป็นข้อมูลในการจัดทำบัตรเครดิตพลังงานส่วนลดราคาแอลพีจี
ขณะที่บัตรเครดิตพลังงานมีแนวคิดที่ต้องการให้ใช้เป็นส่วนลดได้ทั้ง แอลพีจี น้ำมัน และเอ็นจีวี ซึ่งจะต้องไปกำหนดรูปแบบของการใช้ให้เกิดความสะดวก โดยเบื้องต้นจะศึกษากรณีของแอลพีจีก่อนเพราะ พฤติกรรมคนซื้อแอลพีจีจะจ่ายเป็นเงินสดไม่ใช้บัตรเครดิตเพราะมีราคาถูกเฉลี่ยถังขนาดครัวเรือน(15ก.ก.) ราคา 300 บาท ดังนั้นแนวทางที่มองไว้มีทั้งการจำหน่ายถังแอลพีจีครัวเรือนในปั๊มน้ำมันเพื่อให้สามารถรูดบัตรเครดิตได้ หรือ ถ้าใครอยากจ่ายเงินสดก็แสดงบัตรประชาชนคีย์ข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ก็จะได้รับส่วนลดราคาแอลพีจี ไป โดยแนวทางต่างๆจะต้องรอการศึกษาให้แล้วเสร็จก่อนนอกจากนี้ การยกเลิกจำหน่ายเบนซิน 91 จะต้องมีมาตรการลดผลกระทบให้กับรถยนต์รุ่นเก่า ที่มีสัดส่วนอยู่ 18% ของจำนวนรถยนต์ในระบบ โดยจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสำรวจตัวเลขและกลับมารายงานให้ทราบ ส่วนตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทนั้น ยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปดูแล แม้จะทำให้มีฐานะติดลบก็ตาม โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีฐานะติดลบอยู่ 1.9 หมื่นล้านบาท คาดว่าหลังเดือน ก.พ. 2556 ฐานะกองทุนฯ จะติดลบลดลง







