
เศรษฐกิจสหรัฐกับความท้าทายของโอบามา
แม้ประธานาธิบดีโอบามาจะชนะเลือกตั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่สดใสนัก ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายสำคัญหลายประการ ซึ่งต้องรีบเร่งดำเนินการมิฉะนั้นเศรษฐกิจจะกลับคืนสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง
แม้ประธานาธิบดีโอบามาจะชนะเลือกตั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่สดใสนัก ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายสำคัญหลายประการ ซึ่งต้องรีบเร่งดำเนินการมิฉะนั้นเศรษฐกิจจะกลับคืนสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับในช่วงที่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก 4 ปีก่อนหน้านี้ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐแม้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังเป็นไปอย่างช้าๆ และเปราะบาง โดยคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2555 จะเติบโต 2.2% ส่วนการจ้างงานแม้ปรับตัวดีขึ้นบ้าง โดยในเดือน ต.ค. 2555 ลดลงเหลือ 7.9% แต่ยังสูงกว่าอัตราปกติซึ่งอยู่ที่ระดับ 6% สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้หลังภาษีของภาคครัวเรือนจากระดับ 90% ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่เคยพุ่งสูงขึ้นเป็นจาก 125% นับเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นในช่วงปี 2551 ก็ได้ปรับลดลงอย่างช้าๆ เหลือ 103% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2555 ขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงมากจากภาวะฟองสบู่แตก ก็เริ่มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้รายได้เป็นเงินสดเพิ่มขึ้น แต่ส่งผลทางอ้อมทำให้ความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนมากขึ้น
สำหรับความท้าทายเฉพาะหน้าที่สำคัญคือ ต้องปลดชนวนสิ่งที่เรียกว่าหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) โดยหนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐในช่วงสิ้นเดือน ต.ค. 2555 อยู่ที่ระดับ 16.16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กระทรวงการคลังสหรัฐได้คาดการณ์ว่าหนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐน่าจะเต็มเพดานตามกฎหมายกำหนดที่ระดับ 16.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงประมาณสิ้นปี 2555
รัฐบาลต้องพยายามเร่งเจรจาต่อรองกับสภาผู้แทนราษฎรที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากเพื่อขยายวงเงินนี้ หากไม่สามารถตกลงกันได้จะเปรียบเสมือนกับตกหน้าผาทางการคลังลงไปในเหวลึก ต้องลดการใช้จ่ายงบประมาณและเพิ่มภาษีอากรอย่างอัตโนมัติ เป็นต้นว่า ปรับลดการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ตัดงบประมาณด้านประกันสังคม ฯลฯ ซึ่งคำนวณว่าจะเป็นวงเงินรวมกันมากถึง 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 4.5% ของ GDP ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยลดลง หนี้สินสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องเป็นปัญหา NPLs ของภาคสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ฯลฯ จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐก้าวสู่ภาวะถดถอย โดยติดลบที่ระดับ 0.5% ในปี 2556 อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นจาก 7.9% เป็น 9.1% ในช่วงปลายปี 2556 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทั้ง 2 พรรคการเมืองต่างไม่ต้องการให้เกิดขึ้น อีกทั้งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก
ประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2555 ว่าจะเชิญผู้นำของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาหารือที่ทำเนียบขาวเพื่อประนีประนอมหาข้อสรุป โดยกรณีพรรครีพับลิกันอาจเจรจาต่อรองเพื่อหาข้อแลกเปลี่ยน เป็นต้นว่า ขอให้รัฐบาลไม่เพิ่มภาษีและตัดทอนงบประมาณรายจ่ายลงบ้างบางส่วน ซึ่งกรณีนี้แทนที่จะเป็นหน้าผาทางการคลังก็จะเป็นเพียงแค่ทางเนินทางการคลังเท่านั้น โดยนาย Dean Maki นักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคาร Barclays คำนวณว่า หากขึ้นภาษีและตัดทอนงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินรวมกันเพียง 200 พันล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐแม้จะลดลงบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอย กล่าวคือ ลดลงจาก 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 เหลือ 1.5% ในไตรมาสแรกของปี 2555
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการต่ออายุการยกเว้นภาษีที่มีตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบุช ซึ่งกำหนดจะสิ้นสุดสิ้นปี 2555 ซึ่งประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่าหากต่ออายุแล้วไม่ควรครอบคลุมถึงบุคคลที่ร่ำรวย โดยเขาให้คำจำกัดความว่าหมายถึงบุคคลที่มีรายได้ขั้นต่ำ 2 แสนเหรียญสหรัฐ/ปี หรือครอบครัวที่มีรายได้ขั้นต่ำ 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ/ปี ซึ่งเขายืนยันแนวคิดนี้ทั้งในช่วงปราศรัยระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง และในการปราศรัยในวันที่ 9 พ.ย. ภายหลังชนะเลือกตั้ง พร้อมกับเคยกล่าวว่าจะใช้สิทธิวีโตเพื่อยับยั้งกฎหมายที่ผ่านรัฐสภา หากมีบทบัญญัติขยายเวลาลดภาษีออกไปอีกครอบคลุมถึงบุคคลที่ร่ำรวย
อนึ่ง ได้มีการศึกษาพบว่าหากกำหนดมาตรการลดภาษีไม่ครอบคลุมบุคคลที่ร่ำรวยแล้ว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยมาก โดยแม้รายได้หลังภาษีจะลดลงก็ตาม กลุ่มร่ำรวยจะลดการจับจ่ายใช้สอยลงไปน้อยมาก อุปสงค์ภายในประเทศจึงลดลงเล็กน้อยเท่านั้น แตกต่างจากกรณีกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งหากเก็บภาษีจากกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ทำให้รายได้หลังภาษีลดลง จะลดการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคลงมาก
ส่วนพรรครีพับลิกันมีความเห็นแตกต่างว่า บุคคลที่ร่ำรวยตามคำจำกัดความที่ประธานาธิบดีโอบามาพูดถึงนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีเงินเดือนประจำ แต่เป็นบรรดา SMEs ที่เป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง ซึ่งหากเสียภาษีเพิ่มขึ้นแล้ว จะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทำให้สร้างงานลดลง ดังนั้น ควรขยายเวลาลดภาษีแก่กลุ่มนี้เช่นเดียวกัน
สุดท้ายนี้ แม้ประสบผลสำเร็จปลดชนวนวิกฤตข้างต้นแล้วก็ตาม ยังมีความท้าทายจำนวนมากที่เผชิญหน้าโอบามาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้รัฐบาลกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทำให้เงินเหรียญสหรัฐต้องลดบทบาทในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ รวมถึงทำให้พันธบัตรของสหรัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น







