posttoday
ยุทธศาสตร์ภาษีไทยเพื่อการเข้าสู่ AEC (2)

ยุทธศาสตร์ภาษีไทยเพื่อการเข้าสู่ AEC (2)

12 พฤศจิกายน 2555

สัปดาห์ที่แล้วผมได้ค้างการทำ SWOT ของระบบภาษีไทยเอาไว้ ตอนนี้มาต่อกันที่โอกาส (O) และการคุกคาม (T) โอกาส (O) ของเราอยู่ที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเราต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ปัจจุบันแม้อัตราภาษีสูงกว่าเพื่อนบ้าน แต่เมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ อัตราเก็บภาษีที่แท้จริงเราก็ยังต่ำอยู่ ยังมีภาษีอีกหลายตัวที่เรายังไม่เคยจัดเก็บ ส่วนการคุกคาม (T) นั้นคือเพื่อนบ้านเราส่วนใหญ่อัตราภาษีต่ำกว่าเรา สิงคโปร์จะใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่า รวมไปถึงความง่ายและเป็นธรรมในการเสียภาษีมาเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนและการค้า เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลาง AEC ต่อไป หากไทยลดอัตราภาษีลง ทางสิงคโปร์และประเทศเพื่อนบ้านก็อาจจะลดอัตราภาษีลงต่อได้อีก

สัปดาห์ที่แล้วผมได้ค้างการทำ SWOT ของระบบภาษีไทยเอาไว้ ตอนนี้มาต่อกันที่โอกาส (O) และการคุกคาม (T) โอกาส (O) ของเราอยู่ที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเราต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ปัจจุบันแม้อัตราภาษีสูงกว่าเพื่อนบ้าน แต่เมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ อัตราเก็บภาษีที่แท้จริงเราก็ยังต่ำอยู่ ยังมีภาษีอีกหลายตัวที่เรายังไม่เคยจัดเก็บ ส่วนการคุกคาม (T) นั้นคือเพื่อนบ้านเราส่วนใหญ่อัตราภาษีต่ำกว่าเรา สิงคโปร์จะใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่า รวมไปถึงความง่ายและเป็นธรรมในการเสียภาษีมาเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนและการค้า เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลาง AEC ต่อไป หากไทยลดอัตราภาษีลง ทางสิงคโปร์และประเทศเพื่อนบ้านก็อาจจะลดอัตราภาษีลงต่อได้อีก

ส่วนสุดท้ายของยุทธศาสตร์ก็คือ “นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ (Guiding Policies)” เป็นกลุ่มนโยบายที่เขียนให้สอดคล้องกัน แต่ละนโยบายมีผลในทิศทางที่ส่งเสริมกันและกัน ที่สำคัญการเขียนต้องทำให้องค์กรและผู้ปฏิบัติเกิดความชัดเจน รู้ว่าต้องทำอะไร และสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมันเป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือเปล่า และนี่คือสิ่งที่ยุทธศาสตร์ในเมืองไทยไม่ค่อยได้เขียนกัน ของเมืองไทยมักเป็นแค่ วิชัน มิสชัน คือแค่บอกว่าอยากจะเป็นอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ก็อย่าไปสับสนกับ “แผนปฏิบัติการ” นะครับ อันนั้นมันเป็นรายละเอียดที่ต้องทำตามหลัง “นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ” มาอีกที ไม่เชื่อผมก็ลองเข้าไปในเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ ดูเอาเถอะครับ แล้วจะเห็นว่าที่เขาเรียกกันว่า “ยุทธศาสตร์” นั้นมันเป็นเพียง “กลุ่มคำที่เพราะๆ” แต่อ่านแล้วไม่รู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร

ผมขอลองเขียน “นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ” แบบสั้นๆ ของภาษีไทยให้ดูว่าหน้าตามันควรเป็นอย่างไร

ส่วนที่หนึ่ง อาจสูงกว่าระดับกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร คือ ต้องเร่งสรุปจากยุทธศาสตร์ประเทศ (ถ้ามี) จากแผนการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานว่าไทยจะต้องลงทุนอะไรบ้าง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ จะเอาเม็ดเงินจากไหน เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (PPP) กับโครงการใดบ้าง และรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินที่มาจากภาษีอากรเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทราบเป้าหมายของการจัดเก็บภาษีภายใน 15 ปีข้างหน้า

สอง ต้องจัดทำโมเดลที่สามารถคำนวณรายได้จากการจัดเก็บและผลกระทบได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ทั้งนี้ในโมเดลดังกล่าวต้องบอกได้ว่าจะต้องขยายฐานภาษีอีกเท่าไหร่และอย่างไร นอกจากนี้โครงสร้างอัตราภาษีในอนาคตจะต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย

สาม ต้องจัดทำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ พร้อมทั้งหาให้เจอว่าประสิทธิภาพการจัดเก็บที่ทาง “ธนาคารโลก” มาประเมินว่าหายไปอย่างน้อย 5% ของจีดีพีนั้น หายไปได้อย่างไร และควรศึกษาด้วยว่าประเทศที่เจริญแล้วบางประเทศที่เขา Outsource การจัดเก็บภาษีบางประเภทไปให้เอกชนนั้นไทยนำมาใช้ได้ไหม พร้อมทั้งศึกษากรณีประเทศฮ่องกงว่ามีจัดเก็บภาษีได้อย่างไร ทั้งๆ ที่สินค้าหลายตัว อาทิ ไวน์ เครื่องสำอาง ฯลฯ แทบไม่มีภาษีเลย อัตราภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ก็ต่ำกว่าประเทศเรา แต่เขาก็ยังมีเงินลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของเอเชียได้

สี่ ต้องทำให้ระบบการเสียภาษีของไทย “ง่าย” ติดอันดับโลก ไม่ใช่ “ยาก” ติดอันดับโลกเช่นในปัจจุบัน โดยต้องตั้งเป้าให้ไทยติดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศแรกที่ระบบภาษีง่ายต่อการทำความเข้าใจ ขณะเดียวกันต้องแก้กฎหมายให้เอกชนทั้งไทยและต่างชาติได้รับความเป็นธรรม

ห้า ต้องจัดทำระบบภาษีเป็นธรรม ทำให้คนที่มีเงินได้เท่ากันเสียภาษีเท่ากัน อ่านแล้วงงใช่ไหมครับ คนที่มีเงินได้เท่ากันก็ต้องเสียภาษีเท่ากันอยู่แล้ว ไม่จริงนะครับ ระบบภาษีบ้านเราปัจจุบันคนมีเงินได้เท่ากันอาจเสียภาษีไม่เท่ากัน และส่วนใหญ่คนที่มีรายได้เท่ากัน คนจนจะเสียภาษีมากกว่าคนรวยด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างมีคนสามคน นายรวยมากและนายรวยมีรายได้เดือนละ 1 แสนบาท และ 3 หมื่นบาท สองคนนี้มีเงินเหลือสามารถซื้อ RMF LTF ประกัน ผ่อนบ้าน ฯลฯ ถ้าบริหารภาษีเป็น สองคนนี้อาจไม่ต้องเสียภาษีเลย ขณะที่นายจน มีรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาทเท่านายรวย แต่รายได้ใช้เดือนชนเดือน ไม่มีเงินเหลือไปซื้อหรือผ่อนอะไรต่างๆ นานาที่นำมาหักลดหย่อนได้ พอปลายปีนายจนนี่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา 1.2 หมื่นบาท ระบบภาษีแบบนี้เป็นธรรมมั้ยครับ ลองไปดูเถอะครับ ผมมั่นใจว่าระบบหักลดหย่อนต่างๆ ของไทยนั้นคนรวยมากได้ประโยชน์มากกว่าคนจน

ทำไมเราไม่ทำระบบภาษีให้ง่ายๆ กรอกแบบฟอร์มง่ายๆ แล้วคิดอัตราภาษีให้ต่ำลง แต่ทำให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบและเสียภาษีเท่าๆ กัน เช่น ถ้ามีเงินได้ 3 หมื่นบาทต่อเดือน พอปลายปีกรอกแบบฟอร์มซักสี่บรรทัดและเสียภาษีในอัตราเดียวกันหมด แต่ถูกลงกว่าปัจจุบัน เช่น เสีย 5,000 บาททุกคนเท่ากันหมด อย่างนี้ดีกว่ามั้ยครับ

ด้วยพื้นที่จำกัด ผมขอไม่พูดถึงการปรับโครงสร้างกรมจัดเก็บภาษีทั้งสามยุทธศาสตร์ การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ ป.ป.ช. ป.ป.ส. ธนาคาร ฯลฯ เพื่ออุดช่องโหว่ทางภาษีและดึงทุกคนเข้าสู่ระบบ ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อสร้างจิตสำนึกและเกิดความเต็มใจในการเสียภาษี ทำให้ผู้หลีกเลี่ยงภาษีเป็นผู้ที่สังคมรังเกียจและต่อต้าน ฯลฯ

ความจริง ข้อมูล ปัญหา และแนวทางแก้ไขที่ผมเขียนถึง มีกระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ เพียงแต่เราไม่เคยหยิบมาใช้ร่วมกับวิธีคิดแบบมียุทธศาสตร์เสียที ไทยเราก็เลยมีแต่แผนปฏิบัติการที่ไร้ยุทธศาสตร์ครับ น่าเสียดาย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ