
ยอดจองเคเคฟันด์4วันใกล้เต็มวงเงิน
บลจ.เกียรตินาคิน เผย 12 พ.ย.นี้ โค้งสุดท้ายเปิดจองกองทุนเปิด Fix Term Fund แย้มยอดจองเกือบเต็ม 600 ลบ.แล้ว
บลจ.เกียรตินาคิน เผย 12 พ.ย.นี้ โค้งสุดท้ายเปิดจองกองทุนเปิด Fix Term Fund แย้มยอดจองเกือบเต็ม 600 ลบ.แล้ว
นายศุภกร สุนทรกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เกียรตินาคิน กล่าวว่า ธนาคารได้เปิดเสนอขายกองทุนเปิดเคเค ตราสารหนี้ 4 เดือน 3/13 (KK FT4M3/13) มูลค่า 600 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า นักลงทุนให้ความสนใจจองซื้อหน่วยลงทุนใกล้เต็มจำนวนที่เปิดของซื้อ เนื่องจากกองทุนดังกล่าวเป็นลักษณะกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) กำหนดระยะเวลาลงทุนเพียง 4 เดือน และประมาณการณ์อัตราผลตอบแทนของกองทุนไว้ที่ 3.10% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ลงทุนระยะสั้นที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะเปิดเสนอขายในวันที่ 12 พฤศจิกายนเป็นวันสุดท้าย โดยบริษัทเชื่อว่าจะเสนอขายได้เต็มจำนวน
“กองทุนเปิดเคเค ตราสารหนี้ 4 เดือน 3/13 เหมาะสมกับนักลงทุนระยะสั้นที่ต้องล็อคผลตอบแทนก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวลดลง หรือต้องการพักเงินเพื่อรอกลับเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยกองทุนดังกล่าวจะเน้นลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ทั้งในและนอกประเทศที่มีการจัดอันดับอยู่ใน Investment Grade สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนดังกล่าวสามารถจองซื้อได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้”ดร.ศุภกรกล่าว
สำหรับภาพรวมการลงทุนตราสารหนี้ปัจจุบัน พบว่า ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง ลาติน เอเชีย เป็นต้น ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเช่น สหรัฐหรือยูโรที่พยายามคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ โดยเฉพาะสหรัฐมีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 0.25% ไปจนถึงปี 2058 ส่วนประเทศไทยนั้นคาดว่า อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง โดยคาดการณ์ว่า ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2.5%
ดร.ศุภกรกล่าวทิ้งท้ายว่า ตราสารหนี้ในตลาดเอเชียยังได้รับปัจจัยบวกด้านราคาจากจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไทย เป็นต้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มที่ดี มี Default rate ที่ต่ำกว่าในประเทศในแถบยุโรป ก็ส่งผลให้ตราสารหนี้เอกชนเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน







