
ซีพี.แลนด์ลุยภูธรรับเออีซี
พัฒนาโครงการแนวราบ-สูง หวังรายได้ขายขาดเท่าค่าเช่า
พัฒนาโครงการแนวราบ-สูง หวังรายได้ขายขาดเท่าค่าเช่า
ซี.พี.แลนด์รุกลงทุนภูธรต่อเนื่อง เร่งพัฒนาโครงการทั้งแนวราบ-แนวสูง ปั้นรายได้ขาย-เช่าเท่ากัน
นายสมเกียรติ เรือนทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี. แลนด์ เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มรุกลงทุนพัฒนาที่ดินในต่างจังหวัดปีนี้เป็นปีแรก บริษัทได้วางยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาโครงการในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการที่พักอาศัยแนวสูงและแนวรวบ อาคารสำนักงาน รวมไปถึงพื้นที่ค้าปลีก
สำหรับแผนงานในปีหน้า คาดจะพัฒนาโครงการใกล้เคียงปีนี้ที่มีจำนวนกว่า 2,000 ยูนิต รวมมูลค่าลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท หนึ่งในนั้นคือโครงการแนวราบในภาคใต้ ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยจะเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ พื้นที่ 69 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2-3 ล้านบาท รวมทั้งยังมีแผนพัฒนาโครงการในภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคเหนือ อีสาน และพัทยา ซึ่งบริษัทมีที่ดินไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ และปีหน้าจะเป็นปีที่บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากการทะยอยโอนโครงการที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้ คาดโอนจบภายใน 2 ปี
“การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายจะทำให้บริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่สัดส่วนรายได้จากการเช่าจะสูงถึง 70% โดยตั้งเป้าจะให้สัดส่วนรายได้จากการเช่าและขายปรับมาอยู่เท่ากันที่ 50:50” นายสมเกียรติ กล่าว
ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้เปิดการขาย 2 โครงการคือ คอนโดมิเนียมกัลปพฤกษ์ เลควิว จ.ขอนแก่น โดยเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2555 ราคาเริ่มต้น 1.19 ล้านบาท และวันที่ 10 พ.ย.นี้ จะเปิดขายโครงการแกรนด์ ์พาร์ค ขนาด 500 ยูนิต ที่ จ.อุดรธานี ราคาเริ่มต้น 1.22 ล้านบาท
การรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่องของซี.พี.แลนด์ เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ใกล้เคียงคนเมืองมากขึ้น และยิ่งเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 จะทำให้เกิดการลงทุนกระจายในทุกภูมิภาคซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นไปอีก
นายสมเกียรติ กล่าวว่า หลังจากใช้งบ 500 ล้านบาท ลงทุนปรับโฉมอาคารฟอร์จูนทาวน์แบ่งเป็นโรงแรมแกรนด์เมอร์เคียว 300 ล้านบาท และศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ 250 ล้านบาท ล่าสุดได้เปิดบริการโฉมใหม่ของศูนย์การค้าแล้ว ส่วนโรงแรมคาดว่าจะเปิดโฉมใหม่ในช่วงต้นปีหน้า
การปรับโฉมศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ดังกล่าว เน้นการปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเพิ่มสัดส่วนไอทีมอลล์จากเดิม 2030% เป็น 70% ที่เหลือเป็นฟู้ดมอลล์ 12% และไลฟ์สไตล์มอลล์ 18% คาดมีลูกค้าใช้บริการเพิ่มจาก 4 หมื่นคนต่อวัน เป็น 5-6 หมื่นคน







