
เบนซ์ส่ง Shooting Brake ทำตลาดส่งท้ายปี
อวดโฉมยนตรกรรมใหม่ 3 รุ่น ตอบโจทย์ทุกความต้องการระดับไฮเอนด์ ราคาเริ่มต้นที่ 4.99 - 5.39 ล้านบาท
อวดโฉมยนตรกรรมใหม่ 3 รุ่น ตอบโจทย์ทุกความต้องการระดับไฮเอนด์ ราคาเริ่มต้นที่ 4.99 - 5.39 ล้านบาท
นาย อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว รถยนต์ใหม่พร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ The new CLS Shooting Brake, CLS 250 CDI และ E 300 BlueTEC HYBRID ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในไทยสำหรับรถยนต์พรีเมี่ยมเครื่องยนต์ไฮบริดดีเซล
ทั้งนี้ การเลือกการเปิดตัวยนตรกรรมแต่ละอย่างนอกจากจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแล้วนั้น ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
เริ่มต้นที่ The new CLS Shooting Brake เป็นยนตรกรรมโฉมใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 สูบ ความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซี ขุมพลัง 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) ที่ 3,800 รอบ/นาที มีแรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 1,800 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0 - 100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม. พร้อมเกียร์อัตโนมัติเดินหน้าแบบ 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) แบบ DIRECT SELECT และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-wheel Gearshift Paddles) โดยพวงมาลัยเป็นแบบระบบไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยระบบ Electromechanical ที่ช่วยประหยัดน้ำมันและช่วยให้การบังคับพวงมาลัยคล่องตัวมากขึ้นเหมาะกับทุกการขับขี่บนท้องถนน นอกจากนั้นยังทำงานร่วมกับระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Park Assist) พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop
สำหรับการออกแบบภายนอกซึ่งฉีกกฎเดิมๆทั้งหมดพร้อมการใส่ความเป็นเอกลักษณ์พิเศษด้วยเส้นสายลาดด้านข้างที่ต่อจากนี้ไปจะเป็นต้นแบบที่ถูกใส่ในเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ด้วยความยาว 4,956 มม. ความกว้าง 1,881 มม. และความสูง 1,416 มม.) ที่สร้างความแตกต่างอันโดดเด่น ด้วยลายเส้นที่โค้งมนตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า โครงกระจกด้านข้างแบบไร้ขอบ ไปจนถึงหลังคาที่ลาดลงต่อเนื่องจรดด้านท้ายของตัวรถ และที่สร้างจุดเด่นสำคัญให้แก่รถคันนี้ คือ ดีไซน์ในแบบสปอร์ต 5 ประตู ซึ่งมีด้านท้ายที่กว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยห้องเก็บสัมภาระที่มีความจุตั้งแต่ 590 จนถึง 1,550 ลิตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งความสปอร์ต แต่ยังคงมีพื้นที่วางสัมภาระเมื่อต้องการเดินทางอย่างมีสไตล์
สำหรับต้นกำเนิดของชื่อ Shooting Brake นั้นเป็นชื่อในสมัยก่อนที่ใช้เรียกรถลากที่ใช้ม้าช่วยลากจูง มีโครงสร้างน้ำหนักเบาและสามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อใช้บรรทุกอุปกรณ์ล่าสัตว์ ซึ่งรถที่ติดตั้งเครื่องยนต์และมี Shooting Brake นี้ เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศอังกฤษช่วงปีทศวรรษ 1960 และ 1970 โดยเป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ตแบบ 2 ประตูที่ผสมผสานความหรูหราในสไตล์คูเป้และมีพื้นที่วางสัมภาระและกระโปรงท้ายที่กว้างขวาง
The new CLS Shooting Brake มีชุดแต่งให้เลือกถึง 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ The new CLS 250 CDI Shooting Brake Exclusive ราคา 4,990,000 บาท และ The new CLS 250 CDI Shooting Brake AMG Premium ราคา 5,390,000 บาท พร้อมชุดแต่งแบบสปอร์ต
นายเพาฟเลอร์ กล่าวว่า สำหรับอีกรุ่นหนึ่งคือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ CLS 250 CDI คูเป้สไตล์สปอร์ต 4 ประตูที่ได้รับการออกแบบทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในใหม่หมด ด้านหน้าได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้ ปราดเปรียวยิ่งขึ้น พร้อมกระจังหน้ารูปตัว V-shaped ลายเส้นนูนโค้งเว้า ดูมีมิติและสวย สะดุดตา ไฟหน้าเป็นแบบ LED High Performance พร้อมระบบปรับโคมไฟหน้าแบบอัจฉริยะ ด้านท้ายโค้งมนให้ความสปอร์ต พร้อมไฟท้ายแบบ LED ประสิทธิภาพสูง พร้อมด้วยระบบมัลติมิเดีย COMAND Online ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยสะดวก มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 1,800 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 242 กม./ชม. พละกำลังทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) อันทรงประสิทธิภาพ
โดย CLS 250 CDI AMG ตกแต่งด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ต AMG ทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบบ AMG Dynamic และ AMG Premium ราคาเริ่มต้นที่ CLS 250 CDI AMG Dynamic ราคา 4,990,000 บาท และ CLS 250 CDI AMG Premium ราคา 5,290,000 บาท
และสุดท้าย สำหรับรุ่น E 300 BlueTEC HYBRID ซึ่งถือได้ว่า ครั้งแรกในไทยสำหรับรถยนต์พรีเมี่ยมเครื่องยนต์ไฮบริดดีเซลและเป็นครั้งแรกของรถยนต์หรูที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริด ซึ่งเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง การออกสตาร์ทที่เงียบ และช่วยลดการสันดาปของเครื่องยนต์ พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop ที่ช่วยประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงให้พละกำลังเช่นเดิม โดยองค์ประกอบต่างๆ ของระบบไฮบริด เช่น ระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องยนต์สามารถผสานรวมกับเครื่องยนต์สันดาปภายในได้โดยตรง ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่ทำให้รถยนต์ไฮบริดสามารถผลิตบนสายการผลิตเดิมได้ โดย E 300 BlueTEC HYBRID มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีกำลังบิดที่ 20 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 242 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 4.2-4.3 ลิตร/100 กม. (23.2-23.8 กม./ ลิตร) และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 109 กรัม/กม.โดยพละกำลังถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-อิออนขนาด 120 โวลต์ โดยที่รูปลักษณ์ภายในและภายนอกยังคงสร้างความประทับใจด้วยการมอบความสะดวกสบาย ความหรูหรา ความปลอดภัย และพื้นที่ใช้สอยเช่นเดิม
"ส่วนคนที่สนใจรุ่น E 300 BlueTEC HYBRID จะต้องอดใจรอก่อน เพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาข้อมูลตลาด ซึ่งคาดว่าในจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงไตรมาส 2/2556" นายเพาฟเลอร์ กล่าว
เชิญสัมผัสรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นได้พร้อม กับการบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก รวมถึงการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทางและสิทธิพิเศษ Star Assist โปรแกรมพิเศษที่พร้อมให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งลูกค้าจะได้รับประสบการณ์เหล่านี้โดยตรงจากโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ 30 แห่งทั่วประเทศ







