posttoday
'คิงส์เฮิร์บ 'เร่งเครื่อง ขยายเครือข่ายรับเออีซี

'คิงส์เฮิร์บ 'เร่งเครื่อง ขยายเครือข่ายรับเออีซี

03 พฤศจิกายน 2555

ปัจจุบันธุรกิจขายตรงในประเทศไทยมีทั้งผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทต่างชาติและบริษัทคนไทย

โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ปัจจุบันธุรกิจขายตรงในประเทศไทยมีทั้งผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทต่างชาติและบริษัทคนไทย ที่ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงตลาดกันอย่างคึกคักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีบริษัทคนไทยหลายแห่งที่ยืนหยัดเติบโตท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรงนี้ และพร้อมสำหรับเวทีการแข่งขันระดับภูมิภาคจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีที่กำลังจะมาถึง

ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิลด์ 1999 ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงสัญชาติไทย กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจมาปีนี้ครบปีที่ 9 ด้วยผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ประมาณ 40% จากปี 2554 บริษัทมียอดขายรวม 700 ล้านบาท มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะมียอดขายถึง 1,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตมาจากเหตุผล 3 ประการ ประการแรก บริษัทให้ความสำคัญของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง 2.บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลสมาชิกเป็นอย่างดีดุจคนในครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ และ 3.บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคผ่านการวิจัยและพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

“เรามอบโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจแด่ทุกท่านที่ต้องการประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพและแผนการตลาดที่จ่ายผลตอบแทนคุ้มค่าและเป็นธรรม ตลอดจนเกียรติยศชื่อเสียงและฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ” ปพน กล่าว

'คิงส์เฮิร์บ 'เร่งเครื่อง ขยายเครือข่ายรับเออีซี

 

สำหรับผลิตภัณฑ์หลักของคิงส์เฮิร์บ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพลูคาวภายใต้แบรนด์ “คอลดาต้า” ล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์เสริมในกลุ่มนี้คือ “คอลดาต้า ซุปเปอร์ทู” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในหมวดของพลูคาว นอกจากนี้ยังมีสินค้าในกลุ่มเกษตรที่บริษัทได้เปิดตัวใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับต้นไม้ภายใต้ชื่อ “คอลดาต้า ซุปเปอร์กรีน” และสบู่ “คอลดาต้า ซอฟ”

ปัจจุบันคิงส์เฮิร์บมีสินค้าทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าเสริมอาหาร, สินค้าการเกษตร, สินค้าดูแลรูปร่าง, สินค้าความงาม, สินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีสินค้าเกี่ยวกับการบำรุงเครื่องยนต์ของรถยนต์เป็นสินค้านำของกลุ่มสินค้าในกลุ่มนี้ โดยสัดส่วนยอดขายหลักมาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลดาต้า 70% และอื่นๆ อีก 30%

ปพน กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งมีความมั่นใจในศักยภาพของคิงส์เฮิร์บด้วยการมีสินค้าที่ดี มีโรงงานเป็นของตนเอง และการมีรากฐานธุรกิจในประเทศที่แข็งแกร่ง เชื่อว่าเมื่อเปิดเออีซีในปี 2558 บริษัท จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและก้าวขึ้นไปสู่ 1 ใน 10 ของบริษัทขายตรงชั้นนำในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

“การขยายธุรกิจในปัจจุบัน บริษัทได้เดินหน้าปักธงชิมรางในรูปแบบการนำสินค้าเข้าไปขายแล้วในทุกประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอยู่รอบประเทศไทย” ปพน กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดหลักของคิงส์เฮิร์บอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 60% ซึ่งที่ผ่านมาภาคกลางจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตสูง แต่อย่างที่ทราบผู้อาศัยในภาคกลางส่วนใหญ่จะเป็นคนอีสานจึงซื้อสินค้าส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่อยู่ในภาคอีสานได้บริโภค แต่เมื่อการขยายศูนย์ของบริษัทก้าวหน้าไปมาก ทำให้คนที่อยู่ในแต่ละภูมิภาคสามารถซื้อผลิตภัณฑ์บริโภคเองได้ทำให้อัตราการเจริญเติบโตเกิดขึ้นในภูมิภาค

ปัจจุบันคิงส์เฮิร์บมีศูนย์จำหน่ายสินค้าแล้วทั้งหมด 800 ศูนย์ทั่วประเทศ จากการวางกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการกระจายศูนย์ในทุกอำเภออำเภอละ 1 ศูนย์ และในสิ้นปีนี้เชื่อว่าจะสามารถเปิดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100 ศูนย์ เพื่อให้ครบ 900 ศูนย์ทั่วประเทศ

สำหรับผู้สนใจต้องการเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าคิงส์เฮิร์บนั้น ต้องทำตามเงื่อนไขที่บริษัทได้วางคือ ต้องเป็นสมาชิกที่มีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 50 รหัส อีกทั้งต้องส่งเรื่องเพื่อสอบศูนย์เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดของศูนย์สินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งยังจะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสินค้า และเพื่อให้คำตอบกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในเดือน ก.พ.ปีหน้า บริษัทวางแผนเปิดอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ที่ตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา เป็นอาคาร 8 ชั้น โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 40 ล้านบาท ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของบริษัทในการก้าวไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ