
ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไร (Euphoria) ในยุค QE Infinity (3)
ประการที่สี่ ปริมาณกระแสเงินจำนวนมหาศาล อันเกิดจากการพิมพ์เงินมาซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือที่เรียกว่า QE
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
ประการที่สี่ ปริมาณกระแสเงินจำนวนมหาศาล อันเกิดจากการพิมพ์เงินมาซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือที่เรียกว่า QE อีกทั้งเงินที่พิมพ์มีราคาถูก เพราะดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนของเงินนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ ล้วนมาจากการกระทำของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งล้วนแต่ส่งสัญญาณกดดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยในกรณีของสหรัฐดอกเบี้ยจะต่ำจนถึงกลางปี 2558
โดยที่ธรรมชาติของเงินจะไหลไปยังที่ซึ่งมีผลตอบแทนสูงกว่า ดังจะเห็นจากการที่กระแสเงินเริ่มไหลเข้าไปที่ฮ่องกง เพราะนักลงทุนและกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) มองว่าหลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 18 ในวันที่ 8 พ.ย. 2555 จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน และการเมืองจีนจะกลับมาสู่เสถียรภาพ และนำไปสู่เงินหยวนแข็งค่าในที่สุด
ดังนั้น เงินจึงไหลเข้าไปยังที่ฮ่องกง เพราะจีนไม่อนุญาตให้เงินทุนไหลเข้า/ออกอย่างเสรีในประเทศตน ดังนั้นนักลงทุนต้องเข้าไปเก็งกำไรในเงินเหรียญฮ่องกง ซึ่งเป็นตัวแทน (Proxy) เงินหยวนจีน นี่คือที่มาของการเข้าโจมตีค่าเงินฮ่องกงโดย Hedge Fund ผลคือ ณ ขณะนี้ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) จึงต้องทำการปกป้องอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นระบบคงที่ ซึ่งในแง่นี้อีกไม่นานประเทศไทยเองมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศเช่นเดียวกัน แต่อาจจะไม่ถูกโจมตีรุนแรงเหมือนฮ่องกง เพราะประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ต่างจากฮ่องกงซึ่งใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ภายใต้คณะกรรมการกำหนดค่าของเงินของฮ่องกง หรือที่เรียกว่า Currency Board
โดยผลการที่เงินไหลเข้าประเทศไทยจะเกิดผล 4 ประการ ดังนี้
1) ค่าเงินบาทจะต้องแข็งค่าขึ้นตามปริมาณเงินทุนไหลเข้า ผลคือราคาส่งออกของไทยจะแพงขึ้นในรูปของเหรียญสหรัฐ และทำให้มูลค่าส่งออกของไทยลดลง และอาจจะทำให้ผู้ส่งออกได้กำไรลดลง หรืออาจจะขาดทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม
2) กระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเข้าไทยจะต้องเปลี่ยนให้เป็นรูปเงินบาท ผลคือปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูดซับสภาพคล่องกลับเข้าไม่หมด (Sterilization) ผลคือเงินไหลเข้าจะช่วยซ้ำเติมให้เกิดฟองสบู่ในประเทศ แต่ถ้า ธปท. ออกพันธบัตรเพื่อดึงเงินทั้งหมดกลับเข้ามาที่ ธปท. จะกระทบต่อการขาดทุนของ ธปท.ให้มากขึ้น
แม้ว่า ธปท.ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดแรงจูงใจเงินไหลเข้า และช่วยลดภาระต้นทุนของการดูดสภาพคล่องของ ธปท. แต่เมื่อดูสถานะทางการเงินของ ธปท. ที่ขาดทุนมหาศาลในขณะนี้ อาจจะทำให้ศักยภาพในการดูดสภาพคล่องกลับของ ธปท. ไม่มีประสิทธิผลเท่ากับครั้งก่อน ผลคือเกิดปริมาณเงินมหาศาลไหลเวียนในระบบ ซึ่งในที่สุดปริมาณเงินเหล่านี้จะไหลเข้ายังภาคเศรษฐกิจจริงและภาคตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ มีส่วนช่วยในการเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ในประเทศ
3) เงินทะลักเข้าไทยในอนาคต ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยเริ่มออกไปกู้เงินต่างประเทศเหมือนเมื่อช่วงก่อนปี 2540 โดยในช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่หลายแห่งออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เพราะต้นทุนทางการเงินในต่างประเทศต่ำกว่าไทย และมีแนวโน้มกู้เงินต่างประเทศต่อไป ผลคือเงินนอกจะทะลักเข้าไทยได้อีก
ข้อดีของปี 2555 ที่ต่างจากช่วงก่อนปี 2540 คือ ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ไทยทุกแห่งในขณะนี้ ล้วนเคยผ่านประสบการณ์แก้วิกฤตในปี 2540 จึงเชื่อว่าน่าจะเข้าใจความเสี่ยงของการกู้เงินต่างประเทศเป็นอย่างดี และมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี ผนวกกับการที่ ธปท.ติดตามความเสี่ยงตรงนี้อย่างใกล้ชิด ผลคือระดับการกู้เงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์คาดว่าจะไม่สูงจนเป็นอันตราย แต่จะก่อให้เกิดการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคธุรกิจต่างๆ ผลที่สุดคือเกิดภาวะฟองสบู่ในประเทศ
4) การลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินฝากลง แต่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ไม่มาก เป็นผลลบต่อนักลงทุนจำนวนมากที่มีรายได้หลักจากดอกเบี้ยเงินฝาก ผลคือผู้ที่มีเงินฝากกลุ่มนี้อาจจะต้องนำเงินฝากส่วนหนึ่งไปลงทุนซื้อที่ดิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากค่าเช่าหรือส่วนต่างของราคาในอนาคต
นอกจากนี้ การที่ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง แม้ลดลงไม่มาก แต่ถือว่าดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ในระดับต่ำ ผนวกกับการที่ธนาคารพาณิชย์มีแหล่งเงินทุนในการปล่อยสินเชื่อจากการกู้เงินต่างประเทศนั้น จะทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถมีแหล่งเงินสนับสนุนในการปล่อยสินเชื่อเข้าภาคเศรษฐกิจจริงได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นภาวะฟองสบู่ในประเทศ







