posttoday
500เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย แนะยานยนต์-อิเล็กทิกปรับตัว

500เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย แนะยานยนต์-อิเล็กทิกปรับตัว

01 พฤศจิกายน 2555

ปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติเท่าที่ควร ส่งผลให้การค้าและการลงทุนยังคงซึมต่อเนื่อง

ปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติเท่าที่ควร ส่งผลให้การค้าและการลงทุนยังคงซึมต่อเนื่อง

โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอีในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ต่างได้รับผลกระทบเดือดร้อน จากค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นจนทำให้การส่งออกมีมูลค่าลดลง

การปรับตัวของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในตอนนี้ คือการย้ายฐานการผลิตหรือการหาพันธมิตร ทางธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน ดังนั้นการตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะมีตลาดรองรับที่ชัดเจนมากกว่า

ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหรรมสนับสนุน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน แต่ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้คาดการณ์กันในปี 2556 จะมีกลุ่มเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นไม่น้อยกว่า 500 ราย ทยอยย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มายังไทย

500เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย แนะยานยนต์-อิเล็กทิกปรับตัว

 

ทั้งนี้ นักลงทุนเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 60% และสามารถป้อนสินค้าให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในไทยเป็นหลักได้ ในขณะที่ไทยมีนโยบายรถยนต์คันแรก และจากสถิติการผลิตรถยนต์ในรอบ 9 เดือน อยู่ที่ 1.7 ล้านคัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 51 ปี ส่งสัญญาณให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีโอกาสเติบโตอีกมาก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนสนับสนุนของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นในไทยต่อไป

นอกจากนี้ ไทยยังเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าในกลุ่มอาเซียน โดยในปีที่ผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายขยายกำลังการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น 1-2 แสนคัน/ปี และมีแนวโน้มการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไทยตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตรถยนต์ 2.2 ล้านคันในปี 2556

ภานุวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการไทยก็ต้องมองหาพันธมิตรจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเช่นกัน สามารถใช้โอกาสนี้ต่อยอดธุรกิจของตัวเองที่มีอยู่ ประกอบกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้เกิดการเสรีการค้ามากขึ้น

“เอสเอ็มอีไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของญี่ปุ่น โดยเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน ซึ่งล่าสุดทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับเอสเอ็มอีแบงก์ จัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการไทย ตั้งวงเงินสินเชื่อไว้ 2 หมื่นล้านบาท จะรองรับความต้องการของเอสเอ็มอีได้ 1 หมื่นราย ซึ่งเฉลี่ยให้วงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท และได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบผ่อนปรน ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวสามารถนำไปปรับปรุงเครื่องจักร แม่พิมพ์ หรือที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสนับสนุนต่างๆได้” ภานุวัฒน์ กล่าว

ด้านวิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ ประธานสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน กล่าวว่า กลุ่มเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเตรียมเลือกไทยเป็นฐานลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ซึ่งไทยเหมาะกับการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในกลุ่มอาเซียน โดยในปี 2555 ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายมีการขยายกำลังการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านภาพรวมของอุตสาหกรรมสนับสนุนการผลิตของไทย การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการส่งออกของไทยในกลุ่มยานยนต์มีการฟื้นตัวมากขึ้น โดยทางสมาพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อนักอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ที่คอยให้คำแนะนำและเชื่อมต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำของทุกอุตสาหกรรมหลักให้เกิดผลิตภัณฑ์ ที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล บรรจุภัณฑ์ และอุตสาหกรรมแม่พิมพ์

การย้ายฐานการผลิตของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมายังไทย หากมองด้านปัจจัยบวกทำให้เกิดการสร้างงานให้กับคนไทย แต่ในมุมกลับผู้ประกอบการไทยก็ต้องสร้างมาตรฐานการผลิตของตัวเองให้มีศักยภาพมากขึ้น สร้างภาพลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ และใช้โอกาสนี้เข้าไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้โดนผลกระทบจากการเข้าตั้งฐานการผลิตในไทย


 

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย