
โสสุโก้กำเงินลงทุน600ล.รอการเมืองนิ่งกำเงินรอการเมืองนิ่ง
โพสต์ทูเดย์
— งบไทยเข้มแข็งสินค้าเกษตรราคาพุ่ง ดันตลาดกระเบื้องขยับ โสสุโก้เล็งลงทุน 600 ล้านครึ่งปีหลังหากการเมืองสงบนายกิตติชัย ไกรก่อกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) ผู้ผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง
“โสสุโก้” ในเครือซิเมนต์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มความต้องการกระเบื้องเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว รวมทั้งได้ปัจจัยหนุนจากโครงการไทยเข้มแข็งที่กระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น และราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดต่างจังหวัดมีกำลังการซื้อที่สูงขึ้น ยิ่งผลักดันให้ความต้องการสินค้ากระเบื้องเพิ่มขึ้นปัจจุบันยอดขายบริษัทฯ มาจากตลาดต่างจังหวัด 60% และกรุงเทพฯ ปริมณฑล 40%
นอกจากนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ที่ 10% ยังมีส่วนช่วยให้ตลาดกระเบื้องเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะหากการเมืองไม่มีเหตุการณ์รุนแรงมากนัก เชื่อว่าตลาดจะฟื้นตัวจากปีที่แล้วมาก
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ในช่วง 6 เดือนแรก หากบรรยากาศการซื้อขายกลับมาอย่างเห็นได้ชัดและการเมืองนิ่ง ก็พร้อมที่จะลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 20% ใช้เงินลงทุน 500600 ล้านบาท จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 48 ล้านตารางเมตรต่อปี
สำหรับภาพรวมกำลังการผลิตของทั้งตลาดกระเบื้องในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 180 ล้านตารางเมตร แต่ตลาดมีความต้องการเพียง 125 ล้านตารางเมตร ซึ่งคาดว่าในปีนี้ความต้องการกระเบื้องของทั้งตลาดรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 138140 ล้านตารางเมตร โดยผู้นำตลาดที่มียอดขายในเชิงปริมาณเป็นอันดับ 1 คือ ไดนาสตี้ และโสสุโก้ รองลงมาเป็น คอตโต้ ส่วนเชิงมูลค่า คอตโต้ เป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็น โสสุโก้ ไดนาสตี้ คัมพาน่า และยูเอ็มไอ
ขณะเดียวกันบริษัทจะปรับแผนการทำตลาดโดยหันมาเน้นการสร้างแบรนด์ในตลาดผู้บริโภคทั่วไปมากขึ้น จากเดิมที่จะเน้นทำตลาดในกลุ่มนักวิชาชีพและธุรกิจ เช่น สถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยจะใช้งบการตลาดราว 15% ของยอดขาย
สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 8% จากยอดขายของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,598 ล้านบาท ลดลงจากปี 2551 ที่มีมูลค่า 4,651 ล้านบาทเล็กน้อย แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 80% และตลาดต่างประเทศ 20% ขณะที่ตลาดในประเทศมียอดขายจากตลาดต่างจังหวัด 60% และกรุงเทพฯ ปริมณฑล 40%
ด้านตลาดต่างประเทศนั้นจะมองหาตลาดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกน้อยที่สุด เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา เพื่อชดเชยกับตลาดยุโรปและอเมริกาที่ความต้องการลดลงจากเศรษฐกิจ ส่วนตลาดในเอเชียยังคงเป็นตลาดหลัก เช่น พม่า มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ศรีลังกา เกาหลี และออสเตรเลีย







