
ขอไลเซนส์บิน ในไทยสุดง่าย
วงการเอือมรัฐเมินตรวจสอบเกณฑ์อนุญาต
วงการเอือมรัฐเมินตรวจสอบเกณฑ์อนุญาต
วงการบินแฉไลเซนส์การบินประเทศไทยของ่ายสุดในโลก อัด “ขอ.” ไร้การตรวจสอบ ต่างชาติแห่นอมินีหาผลประโยชน์
แหล่งข่าวจากวงการบิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ขอสิทธิการบิน (ไลเซนส์) ง่ายที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับกฎเกณฑ์การขอไลเซนส์จากประเทศอื่น ซึ่งมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาอย่างละเอียดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่แหล่งเงินทุน ผู้ถือหุ้น เงินทุนจดทะเบียน ความสามารถในการบริหารจัดการ ฯลฯ
ทั้งนี้ นับจากประเทศไทยมีนโยบายการเปิดน่านฟ้าเสรี สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้นักลงทุนต่างประเทศสนใจเปิดธุรกิจการบินในประเทศไทยจำนวนมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การบินที่มีศักยภาพ มีความหลากหลายทางการท่องเที่ยว ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของกรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) ก็ได้ผ่อนปรนกฎเกณฑ์การขอไลเซนส์นับจากปี 2547 โดยไม่มีการตรวจสอบถึงเงินทุนจดทะเบียนรวมถึงผู้ถือหุ้น เพื่อต้องการกระตุ้นให้มีสายการบินขอไลเซนส์จำนวนมากตามนโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี
“ขอ.ได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การขอไลเซนส์ โดยไม่มีการตรวจสอบว่าผู้มาขอไลเซนส์มีเงินทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท จริงหรือไม่ ซึ่งช่วงปี 2547 ขอ.ได้โยนความรับผิดชอบการตรวจสอบเรื่องเงินทุนให้กับกระทรวงพาณิชย์ เพราะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของ ขอ.ทำให้นับจากนั้นเงื่อนไขดังกล่าวไม่มีการตรวจสอบแต่อย่างใด” แหล่งข่าวเปิดเผย
นอกจากนี้ หากตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่ขอจดทะเบียนบริษัท เพื่อจัดตั้งสายการบินกับกระทรวงพาณิชย์จะพบรายชื่อซ้ำๆ ประมาณ 34 รายชื่อ โดยเป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่รับเป็นมือปืนรับจ้างจดทะเบียน ก่อตั้งสายการบิน เมื่อดำเนินธุรกิจไม่รอด หรือฉ้อโกงผู้โดยสาร จะปิดบริษัทหรือสายการบิน หลังจากเรื่องเงียบจะเปิดสายการบินใหม่ขึ้นมาและกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกครั้ง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ได้แก่ ใบอนุญาตให้บริการการบินในประเทศมากกว่า 40-50 ใบ โดยบางส่วนถูกขายสิทธิให้กับชาวต่างชาติ หรือนักการเมือง ที่ต้องการหาผลประโยชน์ในธุรกิจการบิน รวมถึงเป็นช่องทางในการหลอกลวงนักท่องเที่ยว ผู้โดยสาร
อย่างไรก็ตาม กฎการบินขั้นต่ำ ผู้ประกอบการสายการบิน ควรมีเครื่องบินให้บริการผู้โดยสารอย่างน้อย 2 ลำ ซึ่งต่างประเทศ เช่น เกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ระบุไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะที่ประเทศไทยไม่มีหลักเกณฑ์ดังกล่าว สะท้อนภาพได้จากเหตุการณ์ทิ้งนักท่องเที่ยวไทย ที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี ของสายการบินพีซีแอร์







