
ตลาดหุ้นไทย กับ สถานการณ์ทางการเมือง
....ชาติชาย พยุหนาวีชัย
จากการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้สร้างความตึงเครียดต่อสถานการณ์การเมืองต่อเนื่อง แต่เรื่องดังกล่าวกลับไม่มีผลต่อภาคการลงทุน โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มากนัก และแม้ว่าล่าสุดการชุมนุมใหญ่อีกรอบของกลุ่มเสื้อแดง (20 มี.ค.) ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่ภาคการลงทุนและภาคธุรกิจหลายฝ่ายกังวล ยังให้ความสำคัญกับระยะเวลาการชุมนุมที่จะยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน รวมถึงการก่อความรุนแรงที่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ตาม หากเกิดขึ้นจริงย่อมจะมีผลต่อภาพรวมของประเทศในหลายประเด็นเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ดี ภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะทุกฝ่ายระวังตัวกันมากทั้งฟากรัฐบาล และกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงที่มีผลต่อประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี และหากควบคุมได้ตลอดก็จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในด้านความกังวลที่ลดลง ภายใต้เงื่อนไขการปฏิบัติตัวที่อยู่ในกรอบ ไม่ออกมาสร้างความรุนแรง เพราะดัชนีตลาดหุ้นได้ผ่านจุดตึงเครียดในช่วงเริ่มต้นการชุมนุมมาแล้ว ส่วนผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย ในไตรมาส 1/2553 นั้น ผมเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่มีผลมากนัก และถ้าภาคธุรกิจท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวกลับมา ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ยังอยู่ในอัตราสูงต่อเนื่อง ก็น่าจะผลักดันตัวเลขจีดีพีในไตรมาสนี้ให้เป็นไปตามเป้าที่ภาครัฐวางไว้ แต่ที่น่ากังวลมากกว่าคงเป็นภาคส่งออก เนื่องจากอาจจะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของค่าเงินได้
การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากนั้น มีสาเหตุสำคัญมากจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองในไทยเป็นเรื่องรอง เพราะเชื่อมั่นว่าภาครัฐบาลจะสามารถควบคุมการชุมนุมนี้ได้อย่างไม่เกิดปัญหา หลังจากได้รับทราบแนวทางและวิธีปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลที่มีการออกมาชี้แจงอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนยังให้ความสำคัญกับปัญหาและแนวโน้มค่าเงินสกุลหลักของโลกอย่างดอลลาร์สหรัฐและยูโรที่ได้รับผลจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่า ดังนั้นเมื่อประเทศสหรัฐ และแถบยุโรปยังมีปัญหา เม็ดเงินเหล่านี้ยังจำเป็นต้องวิ่งหาตลาดอื่น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่ดี รวมทั้งไทยด้วย ซึ่งดูได้จากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ตั้งแต่ไตรมาส 4/2552 ที่เริ่มมีการประกาศออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น จึงมีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีโอกาสเห็นหุ้นไทยในรอบนี้สูงขึ้นกว่า 800 จุด แต่ก็ควรระมัดระวังการลงทุนตั้งแต่ดัชนีแตะที่ระดับ 780 จุดได้แล้ว
ส่วนตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 1/2553 ยังเชื่อว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.55.0% อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2552 ที่จีดีพีเติบโตขึ้น 5% ขณะที่ไตรมาส 2 น่าจะปรับตัวลดลงตามธรรมชาติ หรือไซเคิลของจีดีพีทั่วไปอยู่แล้ว
ดังนั้น แม้กลุ่มเสื้อแดงจะไม่ยอมยุติการชุมนุม แต่หากยังสามารถควบคุมฝูงชนไม่ให้เกิดการก่อความรุนแรง อาจจะกล่าวได้ว่าการชุมนุมในครั้งนี้แทบจะไม่มีผลต่อการเติบโตในตลาดทุนของประเทศเลย เพราะบรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้ยังมีปัจจัยบวกจากเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาช่วยอยู่ อย่างไรก็ตามความเชื่อมั่นนี้ย่อมจะหมดไปได้ ภายใต้เงื่อนไขของความรุนแรง หรือความตึงเครียดของสถานการณ์ ซึ่งหมายถึง หากมีการชุมนุมยืดเยื้อเกิดขึ้นจริงย่อมมีผลต่อจิตวิทยานักลงทุนบ้างไม่มากก็น้อย แม้ตอนนี้ส่วนใหญ่จะเริ่มรับรู้และซึมซับปัจจัยลบหรือความกังวลดังกล่าวมาแล้วก็ตาม
แต่สิ่งที่จะได้รับผลกระทบหนัก คือธุรกิจท่องเที่ยว เพราะในขณะนี้การชุมนุมทางการเมืองได้ส่งผลกระทบให้หลายประเทศประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเดินทางมาประเทศไทยแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวโดยตรง คณะบุคคลที่จะเข้ามาประชุมสัมมนาในประเทศไทยลดลง ยอดจองห้องพักของโรงแรมต่างๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ถูกยกเลิก ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวมีความแตกต่างจากนักลงทุนโดยสิ้นเชิง สำหรับนักท่องเที่ยว เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา หากสถานการณ์ไม่รุนแรงนักก็จะส่งผลประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าสถานการณ์เลวร้าย อาจต้องใช้เวลา 34 เดือนถึงจะกลับมาฟื้นตัวได้ ที่สำคัญต้องอย่าลืมว่าธุรกิจท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักที่ไหลเข้ามาในประเทศเช่นกัน หากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มีความมั่นใจและหลีกเลี่ยงเข้าไทย ผู้ที่ต้องประสบเคราะห์หนักสุดคือบรรดาผู้ประกอบการ ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อเท่าไหร่ โดยเฉพาะหากยาวไปจนถึงช่วงสงกรานต์ยิ่งเลวร้ายหนัก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จะน้อยเมื่อเทียบกับจังหวัดในภาคเหนือและภาคใต้ แต่ภาพรวมก็จะมีผลกระทบออกมาให้เห็น ดังนั้นควรคิดถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ...







