posttoday
แบงก์อิสลามอาการหนัก

แบงก์อิสลามอาการหนัก

23 ตุลาคม 2555

เงินกองทุนติดลบเร่งล้างหนี้เน่าระดมทุน1หมื่นล้านผ่าน‘ศุกูก’

เงินกองทุนติดลบเร่งล้างหนี้เน่าระดมทุน1หมื่นล้านผ่าน‘ศุกูก’

“ไอแบงก์” อ่วมเงินกองทุนบีไอเอสติดลบ เร่งล้างหนี้เน่า วิ่งระดมทุน 1 หมื่นล้าน ออกศุกูก 5,000 ล้านบาท เสริมกองทุน-รองรับขยายสินเชื่อปีหน้าแตะ 1.5 แสนล้านบาท

ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต กรรมการและรักษาการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธนาคารมีปัญหาในเรื่องเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ซึ่งอยู่ที่6.5% ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ทำให้ไม่สามารถที่จะขยายสินเชื่อได้และยังต้องชะลอการแผนการออกบัตรเครดิต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเร่งปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่มีอยู่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 10% ของพอร์ตสินเชื่อรวมที่ปัจจุบันอยู่ที่1.2-1.3 แสนล้านบาท

“การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหาซึ่งส่วนใหญ่มาจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งธนาคารได้เจรจากับลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การยืดระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวขึ้น และเมื่อลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้ติดต่อกัน 3 เดือน ลูกหนี้ลูกหนี้ที่มีปัญหาทั้งหมด จะกลับมาบันทึกเป็นบัญชีลูกหนี้ปกติ ซึ่งจะทำให้ลดภาระการสำรองหนี้ และทำให้ต้นปีหน้าบีไอเอสของธนาคารจะกับมาอยู่ที่ 8.5-9% และสามารถที่จะขยายสินเชื่อได้” ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ กล่าว

ขณะเดียวกันธนาคารมีแผนที่จะระดมเงินทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อ และเพิ่มขนาดของเงินกองทุนซึ่งสามารถที่จะรองรับธุรกิจได้ 3 ปี

แหล่งเงินทุนจะมาจากการเพิ่มทุนของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม 1,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังแล้ว และการออกพันธบัตรอิสลาม (ศุกูก) ล็อตแรก 5,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ระดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทน 3-4% โดยคาดว่าจะออกจำหน่ายได้ภายในกลางปี 2556

ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าจะแบ่งสัดส่วนการจำหน่ายพันธบัตรอิสลามให้นักลงทุนไทยประมาณ 65-75% และนักลงทุนต่างประเทศ 25-35%

ทั้งนี้ สัดส่วนที่ขายให้นักลงทุนจะแบ่งสัดส่วนขายนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนประเภทสถาบันฝ่ายละ 50 : 50

สำหรับนักลงทุนต่างชาติตั้งเป้าการระดมทุนจากกลุ่มนักลงทุนในแถบตะวันออกกลาง และรองรับนักลงทุนที่จะย้ายการลงทุนมาจากยูโรโซนและกลุ่มปิโตรดอลลาร์ ที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ กล่าวว่า ในปี 2556 ธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อรวมเป็น 1.5 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่อยู่ 1.2-1.3 แสนล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 15% ต่อปี รวมทั้งตั้งเป้าอัตราการเติบโตเงินฝากในระดับเท่ากัน และภายใน 3 ปีจะขยายขนาดสินทรัพย์เป็น 3 แสนล้านบาท

“ธนาคารจะเน้นขยายสินเชื่อกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (ไมโครไฟแนนซ์) วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มากมีประมาณ 2.9 ล้านราย หรือคิดเป็น 80% ของเอสเอ็มอีทั้งหมด รวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการให้สินเชื่อขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์ไม่สนใจลูกค้ากลุ่มนี้มากนัก” ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ กล่าว

ขณะเดียวกันการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นโอกาสของธนาคาร โดยในกลุ่มอาเซียนมีประชากรรวม 650 ล้านคน ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 320 คน เป็นชาวมุสลิม ซึ่งมีโอกาสที่จะขยายธุรกรรมของธนาคาร ซึ่งถึงแม้ว่ามีกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ประเทศมาเลเซีย ซีไอเอ็มบี และเมย์แบงก์เข้ามาลงทุนในไทยก็ไม่ส่งผลกระทบ เพราะมีกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่ม โดยธนาคารเน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อยและมีความเข้าใจลูกค้าในประเทศมากกว่า ในขณะที่ธนาคารต่างประเทศจะเน้นกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่

สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้มีกำไร 1,100 ล้านบาท แต่เมื่อมีการตั้งสำรองนี้ ทำให้ทางบัญชียังมีการขาดทุนอยู่

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ