
กสทช.แจงวุฒิฯยันประมูล3จีโปร่งใส
กสทช.แจงวุฒิสภาปม 3 จี ยันโปร่งใส ระบุ ลดราคาตั้งต้นเพื่อให้มีผู้ประมูลหลายราย ชี้ หากตั้งราคาตามจุฬาฯอาจไม่ได้ประมูล
กสทช.แจงวุฒิสภาปม 3 จี ยันโปร่งใส ระบุ ลดราคาตั้งต้นเพื่อให้มีผู้ประมูลหลายราย ชี้ หากตั้งราคาตามจุฬาฯอาจไม่ได้ประมูล
การประชุมวุฒิสภา มีการพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2553 ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยสว.ส่วนใหญ่ได้อภิปรายสอบถามถึงปัญหาการประมูลคลื่นความถี่ 3จี
ทั้งนี้ พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ หนึ่งในกสทช.ในฐานะประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ชี้แจงว่า การเปิดประมูลของไทยในครั้งนี้กสทช.ได้ศึกษาบทเรียนที่ประสบความสำเร็จและความล้มเหลวของต่างประเทศตั้งแต่ค.ศ.2000 เป็นต้นมา ซึ่งในกรณีของไทยเกือบเป็นประเทศสุดท้ายที่มีการประมูล 3 จี โดยหากไทยยังเลื่อนออกไปอีกเท่ากับว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศสุดท้ายในโลกที่จะมีคลื่นความถี่ย่านนี้ โดยผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าหากจัดสรรคลื่นความถี่สำเร็จจะเกิดมูลค่าในตลาดโทรคมนาคมถึง 2 แสนล้านบาทในปี2556 และภาคเศรษฐกิจโทรคมนาคมจะโตขึ้นถึง 23%
พ.อ.เศรษฐพงศ์ กล่าวอีกว่า การประมูล3จีของกสทช.เป็นไปอย่างโปร่งใส และราคาประมูลของไทยแพงที่สุดในเอเซีย โดยของไทยอยู่ที่0.47เหรียญสหรัฐ ต่อ กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ต่อประชากร สูงกว่าราคาประมูลที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่า ได้แก่ประเทศสิงโปร์ ประเทศเยอรมัน ประเทศเกาหลีใต้ และเป็นราคาที่สูงกว่า 3 เท่าของราคาประมูลที่กำลังพัฒนา ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เช่น ประเทศอินโดนีเซีย และแม็กซิโก ส่วนสาเหตุที่กสทช.ไม่เห็นด้วยกับราคาตั้งต้น 6,440 ล้านบาทตามความเห็นของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพราะอาจทำให้มีผู้เข้าร่วมประมูลไม่มากเท่ากับราคาตั้งต้นที่4,500ล้านบาท
"ถ้าหากเราเปลี่ยนตัวเลขราคาตั้งต้นเป็น 6,440 ล้านบาท สามรายอาจจะเหลือสองรายเหลืออาจจะเหลือหนึ่งราย หรือผมไม่แน่ใจว่าจะมีการประมูลครั้งนี้หรือไม่" พ.อ.เศรษฐพงศ์ กล่าว
พ.อ.เศรษฐพงศ์ กล่าวว่า เช่นเดียวกับการกำหนดให้การประมูลเป็นแบบ 9 สล็อตแทนการใช้ระบบ N-1ก็มาจากความเห็นของคณะอนุกรรมการในกสทช.ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิมากมายทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเล็งเห็นว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบการเข้ามาประมูลหลายราย
พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวสรุปว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมในกรณีการหมดสัญญาสัมปทานของคลื่น 1,800 เมกกะเฮิร์ทซ (MHz) ในเดือนก.ย.2556 คาดว่าภายในเดือนพ.ย.ปีนี้จะมีข้อสรุปออกมา พร้อมกับร่างแผนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ร่วมกัน เพื่อปรับสภาพให้รัฐวิสาหกิจของไทยสองรายที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถปรับตัวไปสู่การผู้ประกอบการด้านโครงข่ายต่อไป
"กสทช.เข้าใจดีว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานมาเป็นใบอนุญาตต้องแลกด้วยความเจ็บปวดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงมีทั้งผู้เสียประโยชน์มีทั้งผู้ได้ประโยชน์ แต่กสทช.ต้องสร้างสมดุลระหว่างการนำรายได้เข้ารัฐและการคงอยู่ได้ของผู้ประกอบกิจการและประชาชนผู้บริโภคต้องได้รับบริการที่ดีและมีราคาที่เป็นธรรม พวกเราทราบดีว่าต้องฝ่าอุปสรรคไปให้ได้" พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว







