posttoday
รัฐบาลกับการปราบปรามทุจริตภาครัฐ

รัฐบาลกับการปราบปรามทุจริตภาครัฐ

15 ตุลาคม 2555

แม้รัฐบาลจะมีภาระหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายในส่วนราชการ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลกลับขาดเครื่องมือ

โดย...รุจิระ บุนนาค

แม้รัฐบาลจะมีภาระหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายในส่วนราชการ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลกลับขาดเครื่องมือ และบุคลากรที่จะเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติให้จัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขึ้น ให้มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ ด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลเกี่ยวกับการกระทำทุจริต ตั้งแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการระดับสูง

ในส่วนที่เจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยการทำทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกอง หรือเทียบเท่าขึ้นไป ทำให้การกระทำทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการกองไม่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.

ในปี 2551 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติให้ความเห็นชอบบังคับใช้พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 กฎหมายดังกล่าวได้ทำการจัดตั้งองค์กรฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐขึ้น โดยอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริง และชี้มูลเกี่ยวกับการกระทำทุจริตในภาครัฐของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีตำแหน่งต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการกอง ซึ่งเห็นได้ว่าอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ท. ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลการกระทำทุจริต คล้ายคลึงกับอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.

อย่างไรก็ตาม อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็ยังมีบางส่วนที่แตกต่างจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะกรณีมูลความผิดทางวินัย คณะกรรมการ ป.ป.ท.สามารถส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาพิจารณาลงโทษทางวินัยภายใน 30 วัน ส่วนของ ป.ป.ช. เมื่อพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงมีความผิด ต้องทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ความแตกต่างของอำนาจหน้าที่ระหว่าง ป.ป.ช. กับ ป.ป.ท. อีกกรณีหนึ่งก็คือ กรณีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากเกิดกรณีอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจที่จะฟ้องคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ แต่ในกฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ไม่มีการบัญญัติในลักษณะดังกล่าวไว้ จึงถือเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคต หากคณะกรรมการ ป.ป.ท. และอัยการสูงสุดมีความเห็นที่แตกต่างกัน จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าวเสียแต่เนิ่นๆ โดยบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ท. สามารถฟ้องคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตได้ในกรณีมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่าง ป.ป.ท. กับอัยการสูงสุด และไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินคดีได้

ตัวอย่างขององค์กรฝ่ายบริหารในการปราบปรามการทุจริตอีกองค์กรหนึ่งที่สามารถฟ้องคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีแทนในกรณีที่มีความเห็นในการดำเนินคดีแตกต่างกับอัยการสูงสุด ก็คือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ตั้งขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ภายหลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

ทั้งนี้ คตส.ได้เข้ามาทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลการทำความผิด ทั้งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่มีส่วนร่วมในการทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐในหลายเรื่อง โดยเป็นการใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และให้ คตส.มีอายุการทำงาน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง เช่น คดีทุจริตจัดซื้อกล้ายาง คดีหวยบนดินที่สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง แต่คณะกรรมการ คตส. ก็ได้ทำการว่าจ้างและแต่งตั้งทนายความให้ทำการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา

นอกจากปัญหาของการหาข้อยุติในการดำเนินคดีดังกล่าวแล้ว ยังมีกรณีปัญหาที่กฎหมายจัดตั้ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ยังไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปถึงได้ คือ การตรวจสอบเงินในบัญชีธนาคารที่อยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีการเปิดเสรีทางการเงิน อย่างเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและอเมริกาใต้บางประเทศ การถือทรัพย์สินโดยตัวแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น การที่ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ไม่มีอำนาจใดๆ เข้าไปตรวจสอบกิจการภายนอกประเทศดังกล่าว ก็อาจถือเป็นช่องโหว่ของการทุจริตที่ไม่อาจตรวจสอบได้

รูปแบบการทุจริตของทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ลำพังแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพียงองค์กรเดียวอาจไม่สามารถดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพมีความรวดเร็วฉับไว การให้ความสำคัญและเพิ่มอำนาจให้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้งานปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลเกิดผลสำเร็จอย่างแท้จริง เหมือนดังเช่นองค์กรในการปราบปรามการทุจริตในประเทศสิงคโปร์

จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ที่ทั้งรัฐบาลในฐานะผู้กำกับดูแล และรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายที่ให้ความเห็นชอบกฎหมาย ต้องร่วมมือกันในการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้แก่ทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้เป็นองค์กรในการเข้ามาแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างแท้จริง

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย