
ปัจจัยเสี่ยงตลาดหุ้น
หลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยซึมซับข่าวบวกไปมากที่สำคัญ ได้แก่ การผ่อนคลายนโยบายการเงินระลอกใหม่ของบรรดาธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก
โดย...พิชัย เลิศสุพงษ์กิจ
หลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยซึมซับข่าวบวกไปมากที่สำคัญ ได้แก่ การผ่อนคลายนโยบายการเงินระลอกใหม่ของบรรดาธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก และความคืบหน้าในการแก้วิกฤตหนี้ยุโรป
สัปดาห์นี้ลองมาประเมินปัจจัยเสี่ยงบ้าง ที่สำคัญมีดังนี้
ประการแรก วิกฤตหนี้ยุโรป ประเทศแถบยุโรปมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันราว 20% ของ GDP โลก เศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอจึงถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ขณะที่วิกฤตหนี้ยูโรจะสร้างความผันผวนให้ระบบการเงินโลกเป็นระยะ
แม้จะออกมาตรการแก้วิกฤตหนี้ไปหลายชุดแล้ว แต่เศรษฐกิจยุโรปยังเสี่ยงจะถดถอยเรื้อรัง อันเป็นผลพวงจากวิกฤตหนี้ มาตรการปรับลดการขาดดุลงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ ยังส่งผลให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการคลังลดลง
อัตราการว่างงานในอียู 27 ประเทศ ยังคงสูงลิ่วที่ 10.5% ในเดือน ส.ค. นำโด่งโดยสเปน (25.1%) โปรตุเกส (15.9%) ตัวเลขนี้มีแนวโน้มย่ำแย่ลงในประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตหนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสถานการณ์เช่นนี้จึงถูกบั่นทอนลง
สถาบันการเงินในยุโรปที่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจ กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้เสีย เงินกองทุนอ่อนแอลง ความไม่มั่นใจในสถาบันการเงินในประเทศที่เผชิญวิกฤตจะสร้างความผันผวนให้ระบบการเงินเป็นระยะ และจำเป็นต้องพึ่งพิงเงินเพิ่มทุนจากภาครัฐ ECB และ IMF ซึ่งมีเม็ดเงินจำกัดลงทุกขณะ
สเปนและอิตาลีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 และ 3 ในยูโรโซน เป็นจุดเสี่ยงที่จะต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน และจะเขย่าตลาดการเงินโลกเป็นระยะ รวมถึงอาจนำไปสู่ความกลัวเรื่องอียูล่มสลาย
ประการที่ 2 หน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) คือ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะสูญเสียแรงหนุนทางการคลังอย่างฉับพลัน เนื่องจากมาตรการชั่วคราวด้านการคลังที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดจากวิกฤตจะสิ้นสุดลงในสิ้นปีนี้ เศรษฐกิจจะสูญเสียแรงส่ง การเติบโตอาจถูกฉุดให้ต่ำลง จนอาจถึงขั้นถดถอย
ปัจจุบันสหรัฐมีหนี้สาธารณะสูงพอๆ กับขนาด GDP และขาดดุลงบประมาณถึง 9.5% ของ GDP ในปี 2554 ทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับลดงบประมาณอัตโนมัติ โดยลดรายจ่ายภาครัฐลงปีละราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปี เริ่มในปี 2556
นอกจากนี้ ภายในสิ้นปี 2555 มาตรการกระตุ้นทางการคลังชั่วคราวส่วนใหญ่จะหมดอายุ ที่น่ากังวลคือ การลดภาษีเงินได้ที่เริ่มในสมัยประธานาธิบดีบุช นอกจากนี้ยังมีมาตรการชั่วคราวอื่น อย่างเช่น การให้เครดิตภาษีการลงทุน และการเพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน สถาบัน Urban และ Brookings ชี้ว่า รัฐจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556
ผลรวมของภาษีที่เพิ่มและการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง ตัวเลขขาดดุลการคลังในช่วงปีงบ 2556 จะลดลงราว 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4% ของ GDP จนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า “การตกหน้าผาทางการคลัง” ครั้งนี้อาจฉุดการเติบโตอย่างน้อย 1% และอาจรุนแรงถึงขั้นถดถอย
ประธานาธิบดีสหรัฐหลังการเลือกตั้งวันที่ 6 พ.ย.นี้ มีเวลาไม่ถึง 2 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหน้าผาทางการคลัง ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2554 สภาคองเกรสเคยล้มเหลวในการหาข้อสรุปการลดการใช้จ่ายและเพิ่มเพดานหนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง จึงมีโอกาสจะล้มเหลวซ้ำรอยอีกครั้ง นโยบายพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันด้านการคลังยังแตกต่างกันมาก และเสียงในทั้งสองสภายังก้ำกึ่งกันอีกด้วย
ประการที่ 3 ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวแบบหัวทิ่ม (Hard Landing) จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ราว 11% ของ GDP โลก การชะลอตัวของจีนจะทำให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเอเชียอ่อนแรงตามไปด้วย
ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปลายปี 25512552 จีนได้อัดฉีดเงินเข้าไปในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและภาคก่อสร้าง ยังส่งผลให้เกิดการลงทุนเกินตัว กำลังผลิตล้นตลาด เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ และเงินเฟ้อพุ่งขึ้น จนเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโอเวอร์ฮีต
ทางการจีนต้องกลับลำแตะเบรกเศรษฐกิจโดยควบคุมการขยายสินเชื่อ เมื่อผนวกกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคผลิตที่พึ่งส่งออกและภาคส่งออก GDP จีนไตรมาส 2 เหลือโต 7.6% ชะลอลงมาก จากที่โต 9.2% และ 10.4% ในปี 2554 และ 2553 ตามลำดับ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้ไม่ง่าย เนื่องจากเงินเฟ้อจีนยังสูง แถมมีอสังหาริมทรัพย์ล้นตลาดและกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่เป็นจำนวนมาก การอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไปซ้ำเติมปัญหาเหล่านี้ คงต้องรอผู้นำจีนรุ่นใหม่ที่กำลังรอรับไม้ต่อในเดือน พ.ย.นี้ หากต้องฟันธงสั้นๆ ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจจีนแค่ชะลอแบบค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing)
สรุปว่า แรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตหนี้ยุโรปความกังวลว่า อียูจะล่มสลายหรือไม่ สหรัฐจะหาทางออกเรื่องหน้าผาทางการคลังสหรัฐได้ทันเวลาหรือไม่ เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวแบบหัวทิ่มหรือไม่ จะเขย่าตลาดการเงินทั่วโลกเป็นระยะ นอกจากนั้นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แถบตะวันออกกลางอาจกระตุกราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว
การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นยังส่งผลต่อเนื่องมาที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งกำลังซื้อในตลาดโลก
ความเสี่ยงเหล่านี้ดูจะขมวดเงื่อนเวลาไว้ที่ช่วงรอยต่อปลายปีนี้ต้นปีหน้า ดังนั้นการทยอยขายช่วงหุ้นแกว่งขึ้น เพื่อสำรองเงินสดไว้รอช้อนซื้อน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ควรพิจารณา
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า







