
ขายข้าวจีทูจีวุ่น-ผู้ส่งออกซัดซ้ำ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นเรื่องการนำข้าวออกขายจำนวน 8 ล้านตัน ซึ่งเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ให้กับ 4 ประเทศ คือ จีน อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และโกตดิวัวร์ โดยจะส่งมอบข้าวทั้งหมดได้ภายในสิ้นปีหน้า แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ปรากฏในตัวเลขส่งออกข้าวรายเดือน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นเรื่องการนำข้าวออกขายจำนวน 8 ล้านตัน ซึ่งเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ให้กับ 4 ประเทศ คือ จีน อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และโกตดิวัวร์ โดยจะส่งมอบข้าวทั้งหมดได้ภายในสิ้นปีหน้า แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ปรากฏในตัวเลขส่งออกข้าวรายเดือน
ทั้งนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ให้คำตอบว่าเป็นการขายแบบหน้าคลัง ซึ่งประเทศผู้ซื้อจะรับผิดชอบการเลือกเอกชนเป็นผู้รับมอบข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเอง และให้มองแค่ว่ารัฐบาลได้เงินจากการขายข้าวแล้ว แต่ไม่มีการชี้แจงรายละเอียดสัญญาหรือเอ็มโอยู แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะสั่งชัดเจนให้เปิดเผยเรื่องนี้อย่างละเอียดทุกขั้นตอนก็ตาม
ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลไม่ได้ระบายข้าวออกไปจริงตามที่กล่าวอ้าง และกำลังถูกตรวจสอบอยู่โดยฝ่ายค้านและ สว. ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลในสัญญาเพื่อพิสูจน์ว่าได้ขายจริง เนื่องจากไม่เคยเห็นประเทศใดซื้อข้าวในรูปแบบนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการขอความร่วมมือส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีพื้นที่โล่งว่าง ให้นำพื้นที่เหล่านั้นมาใช้จัดเก็บข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งอาจขอใช้อาคารคลังสินค้าแห่งที่ 2 ของสนามบินดอนเมือง
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ชี้ว่า การที่รัฐบาลขอพื้นที่จัดเก็บข้าวแสดงให้เห็นว่าข้าวที่รับจำนำมามีการบริหารสต๊อกที่ผิดพลาด และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มีแต่การรับจำนำ จนเกินความจริงกว่าที่รัฐบาลได้คาดการณ์ไว้ ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลก็ไม่ได้มีการระบายข้าวที่รับจำนำออกไป และการจะจัดเก็บข้าวที่คลังสินค้าสนามบินดอนเมืองก็ไม่เหมาะสม ไม่ใช่ระบบปิด ยากควบคุม อาจทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ
กรณีการขายข้าวแบบจีทูจีเบื้องต้นจำนวน 2 ล้านตัน ทำให้มีรายได้ 8.5 หมื่นล้านบาทนั้น แสดงว่าขายที่ราคาตันละ 4.25 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินปกติ เพราะข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดที่ไทยขายได้คือ ตันละ 3.3 หมื่นบาทเท่านั้น
ปัจจุบันไทยได้เสียแชมป์ส่งออกข้าวให้กับอินเดียและเวียดนาม โดยตัวเลขส่งออกในช่วง 8 เดือนแรก ไทยส่งออกข้าว 3.29 ล้านตัน เดือน ก.ย. คาดส่งออก 5.4 แสนตัน ลดลงจากปกติที่มีการส่งออกเฉลี่ย 8 แสน1 ล้านตัน
3 จีระทึกรอคำสั่งศาลปกครอง
โค้งสุดท้ายการประมูล 3จี คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กำหนดขึ้นในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ยังต้องลุ้นกันอีกรอบ เนื่องจาก อนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม ยื่นฟ้องการประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3จี ว่า ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง และขอให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว โดยสั่งให้ระงับการประมูลในวันที่ 16 ต.ค.ออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองกลางยังไม่มีคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือคุ้มครองชั่วคราว หลังจากไต่สวนฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา และจะนำคำไต่สวนเข้าที่ประชุมองค์คณะพิจารณา เพื่อมีคำสั่งว่าจะรับฟ้องและคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หากศาลไม่รับฟ้องถือเป็นอันยุติ แต่หากศาลรับฟ้องก็ต้องดูว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กสทช.สามารถเดินหน้าจัดการประมูลได้ตามเดิม แต่หากมีคำสั่งคุ้มครองออกมา กสทช.ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้เช่นกัน
นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ยืนยันว่าจะเดินหน้าประมูล เพราะได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว พร้อมชี้แจงว่า การประมูล 3จี มีความจำเป็น เนื่องจากคลื่นความถี่ที่ใช้อยู่ไม่เพียงพอ ตั้งแต่ระงับประมูลเมื่อปี 2553 ทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท และหากช้าไปอีก 1 ปี จะเสียหายอีกกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท
อุตฯ อนุมัติฟื้นฟูกิจการน้ำท่วม
คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย ได้อนุมัติคำร้องขอรับส่งเสริมการลงทุนให้กับบริษัทเอกชนรวม 24 โครงการ เป็นวงเงินลงทุน 1.03 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นอนุมัติภายใต้มาตรการเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย 17 โครงการ 7,653 ล้านบาท และภายใต้มาตรการการกระตุ้นการลงทุนใหม่ หรือขยายลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี 7 โครงการ 2,719 ล้านบาท
สำหรับ 17 โครงการ มี 16 โครงการที่ยังตั้งกิจการในพื้นที่เดิม มี 1 โครงการ ที่ย้ายจากนิคมฯ บ้านหว้า (ไฮเทค) จ.พระนครศรีอยุธยา ไปนิคมฯ อมตะนคร ชลบุรี สรุปมีการอนุมัติโครงการฟื้นฟูไปแล้ว 80 โครงการ 3.8 หมื่นล้านบาท และโครงการขยายลงทุน 12 โครงการ 1.1 หมื่นล้านบาท เหลือค้างอนุมัติ 69 โครงการ โดยนัดประชุมครั้งต่อไปวันที่ 25 ต.ค.นี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะหมดอายุวันที่ 31 ธ.ค.นี้
อุ้มดีเซลแบกแอลพีจี
สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ยังคงช่วยดูแลราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกินระดับ 30 บาท โดยปัจจุบันราคาอยู่ที่ 29.79 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาเบนซิน หากผู้ค้าจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาตามตลาดโลกก็ปรับขึ้นได้ โดยล่าสุดมีการปรับขึ้นไปแล้วทั้งเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.
ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องรับภาระการจ่ายชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี เนื่องจากแนวโน้มปริมาณนำเข้าสูงขึ้นเป็น 1.7 แสนตัน ตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึงสิ้นปี โดยราคาแอลพีจีในตลาดโลกสูงขึ้นเป็น 1,001 เหรียญสหรัฐต่อตัน จาก 950 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ภาระรายจ่ายจากการนำเข้าอยู่ที่เดือนละ 4,000 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิติดลบที่ 1.86 หมื่นล้านบาท ติดลบเพิ่มเฉลี่ยวันละ 51 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2551 รัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท ในการจ่ายค่านำเข้าแอลพีจีและชดเชยราคาหน้าโรงกลั่น แบ่งเป็นจ่ายเพื่อนำเข้าแอลพีจี 5.2 ล้านตัน เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 8.3 หมื่นล้านบาท และชดเชยราคาหน้าโรงกลั่นปีนี้อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ค่าใช้จ่ายจ่อปรับสูงขึ้น
นโยบายของรัฐบาลและต้นทุนการก่อสร้างที่ขยับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ารถยนต์ หาก ครม.มีมติปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยให้คิดอัตราภาษีตามอัตราการปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ของรถยนต์แต่ละประเภท จะทำให้ราคารถยนต์นั่งที่มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 ซีซี และรถกระบะรวมถึงรถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 หมื่น1 แสนบาท โดยรถยนต์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบที่สุด คือ รถยนต์นั่งขนาด 1,600 ซีซี ปรับราคาขึ้น 3 – 6 หมื่นบาท ขณะที่รถพีพีวี คาดว่าราคาจำหน่ายจะสูงขึ้นประมาณ 1 แสนบาท
ด้านราคาบ้านปีหน้ามีแนวโน้มปรับขึ้น 510% หลังจากปีนี้ปรับขึ้นแล้วกว่า 10% เนื่องจากต้นทุนค่าก่อสร้างสูงขึ้น อีกทั้งนโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ และปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตทั้งระบบปรับตัวขึ้น







