
เอเชียหนีไม่พ้น ศก.หดตามโลก
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. เคร็ก สเตฟเฟนเซน ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย และ ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส เอดีบี ประจำประเทศไทย ร่วมกันรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มทางเศรษฐกิจเอเชีย ที่มีการปรับปรุงข้อมูลใหม่ในฉบับล่าสุดของปีนี้ว่า เอดีบีได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปี 2555 และ 2556 โดยในปีนี้ปรับลดเหลือ 6.1% จากครั้งก่อนเมื่อเดือน เม.ย. ที่คาดไว้ 6.9% และปีหน้าลดลงเหลือ 6.7% จาก 7.3%
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. เคร็ก สเตฟเฟนเซน ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย และ ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส เอดีบี ประจำประเทศไทย ร่วมกันรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มทางเศรษฐกิจเอเชีย ที่มีการปรับปรุงข้อมูลใหม่ในฉบับล่าสุดของปีนี้ว่า เอดีบีได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปี 2555 และ 2556 โดยในปีนี้ปรับลดเหลือ 6.1% จากครั้งก่อนเมื่อเดือน เม.ย. ที่คาดไว้ 6.9% และปีหน้าลดลงเหลือ 6.7% จาก 7.3%
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักของการปรับลดประมาณการครั้งนี้ เป็นผลจากการหดตัวทางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย ที่ชะลอลงพร้อมๆ กับเศรษฐกิจโลก ซึ่งเอเชียจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาของการเติบโตระดับปานกลางไปอีกระยะหนึ่ง ท่ามกลางการหดตัวของอุปสงค์โลกที่กำลังเกิดขึ้น
พร้อมกันนี้เอดีบีได้ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ของจีนจาก 8.5% เหลือ 7.7% และปีหน้าลดจาก 8.7% เหลือ 8.1% อินเดียปีนี้ลดลงจาก 7% เหลือ 5.6% ปีหน้าลดจาก 7.5% เหลือ 6.7% เวียดนามปีนี้ลดจาก 5.7% เหลือ 5.1% ปีหน้าปรับลดจาก 6.2% เหลือ 5.7% สิงคโปร์ปีนี้ลดจาก 2.8% เหลือ 2.2% ปีหน้าลดจาก 4.5% เหลือ 3.8% และอินโดนีเซียปีนี้ลดจาก 6.4% เหลือ 6.3% ปีหน้าปรับลงจาก 6.7% เหลือ 6.6%
อย่างไรก็ตาม เอดีบีได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจมาเลเซียปีนี้เป็น 4.6% จาก 4% และปีหน้าลดเหลือ 4.8% จาก 5% ฟิลิปปินส์ปีนี้เพิ่มเป็น 5.5% จาก 4.8% ฟิลิปปินส์ปีหน้าคาดโต 5% เช่นเดิม ส่วนพม่าเพิ่มเป็น 6.3% จาก 6% และพม่าปีหน้าเพิ่มเป็น 6.5% จาก 6.3%
สำหรับประเทศไทย เอดีบีปรับลดการเติบโตในปีนี้ลดลงเหลือ 5.2% จากเดิมที่คาดไว้ 5.5% และปีหน้าปรับลดเหลือ 5% จาก 5.5% เพราะมองว่าไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออกมากขึ้น จากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอ แต่เอดีบีก็เชื่อว่าความต้องการภายในประเทศยังคงเข้มแข็ง เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวดี และที่สำคัญไทยยังมีมาตรการกระตุ้นจากนโยบายรัฐอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในช่วง 2 ปีนี้นโยบายการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวหนุนสำคัญในการเติบโต และอัตราดอกเบี้ยที่ยังเอื้ออำนวย แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่สูง น่าจะสนับสนุนให้ไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้ เพราะไม่ได้มีข้อจำกัดด้านการคลังหรือระดับหนี้สาธารณะที่สูง
ลัษมณ กล่าวว่า คาดว่ารัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลัง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในปีหน้า ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะมีการกู้เงินตามพระราชกำหนดอีก 3 แสนล้านบาท และการจัดงบประมาณในปี 2556 ขาดดุลอีก 3 แสนล้านบาท รวมทั้งการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการใน 7 ปี แต่เนื่องจากเป็น พ.ร.บ.ซึ่งยังมีการดำเนินการที่ใช้เวลา จึงคาดว่าการลงทุนจริงจะยังไม่เกิดในปี 2556
แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีแผนกู้เงินจำนวนมาก แต่คาดว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะไม่เกิน 50% ในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้ ที่สำคัญการก่อหนี้ของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ใช่การกระตุ้นเพื่อเร่งการบริโภค จึงยังไม่น่าห่วง ถือเป็นแนวโน้มเดียวกับภูมิภาคเอเชีย ที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นในประเทศทดแทนการส่งออกที่ลดลง
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินของไทย เอดีบี มองว่า นโยบายการเงินของไทยอาจจะชี้นำตลาดการเงินได้น้อย ถึงจะมีการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ย ตลาดก็อาจจะไม่ตอบรับเท่าที่ควร เนื่องจากระบบธนาคารพาณิชย์มีการสะสมสภาพคล่องแข่งขันระดมเงินฝากเพิ่มขึ้น เพราะมีการเก็งกันว่าปีหน้ารัฐบาลไทยน่าจะเป็นผู้กู้รายใหญ่ในตลาดการเงิน
ทั้งนี้ ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปที่ยืดเยื้อและความเสี่ยงด้านการคลังของสหรัฐส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอ และลดแรงกดดันราคาสินค้าในภูมิภาคเอเชียได้ โดยเงินเฟ้อเอเชียลดลงจาก 5.9% ในปี 2554 เหลือ 5.2% ในปี 2555 และ 2556 เนื่องจากราคาอาหารและน้ำมันโลกไม่น่าจะผันผวนมากนัก
ในขณะเดียวกันเอดีบีคาดว่าเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะยังสูงกว่า 5% เล็กน้อย ส่วนปีหน้าน่าจะขยายตัว 5.5% เพราะการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นได้ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัวลง
นอกจากนี้ เอดีบีได้แนะนำให้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียควรให้ความสำคัญกับพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการแข่งภาคการบริการ เพื่อทดแทนการส่งออกที่จะขยายตัวลดลง และควรมีการแก้ไขกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อนที่เป็นอุปสรรค รวมถึงพัฒนาฝีมือแรงงานภาคบริการให้ทันสมัยมากขึ้นด้วย







