
รถคันแรกดันอุตฯชิ้นส่วนพุ่ง
‘ดูปองท์’เร่งเครื่องบุกอาเซียนลุยขยายตลาดทุ่มโซลาร์เซลล์
‘ดูปองท์’เร่งเครื่องบุกอาเซียนลุยขยายตลาดทุ่มโซลาร์เซลล์
ดูปองท์ไทยรับอานิสงส์รถคันแรก ดันกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์โตพรวด พร้อมระบุกลุ่มโซลาร์เซลล์มาแรง คาดแถบอาเซียนปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 10%
นายโธมัส คอนเนลลี รองประธานบริหารและประธานฝ่ายนวัตกรรม บริษัท ดูปองท์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดในไทยและภูมิภาคอาเซียนปีนี้มีการเติบโตที่ดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์และกลุ่มโซลาร์เซลล์ โดยในส่วนของรถยนต์คาดว่าเป็นผลจากเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ขยายตัวมาก ส่งผลบวกต่อกำลังซื้อและความต้องการรถยนต์ที่สูงขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยที่เติบโตมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่มีส่วนผลักดันทั้งเศรษฐกิจและความต้องการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ โดยจะเห็นว่าประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาก็เลือกใช้นโยบายที่คล้ายกันในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ อินโดนีเซียกำลังเป็นตลาดใหญ่แห่งใหม่สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ หลังยอดขายรถยนต์เติบโตแซงหน้าไทย ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าไปลงทุนโรงงานแห่งใหม่ในอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลบวกต่อภาพรวมการเติบโตของดูปองท์ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ด้วย
ขณะที่กลุ่มโซลาร์เซลล์นั้น นายโธมัส กล่าวว่า ไทยถือเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในอาเซียนที่กระตุ้นให้ประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่จำเป็นต้องใช้แผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้กลุ่มโซลาร์เซลล์ของดูปองท์มีอัตราการเติบโตที่ดีมาก
สำหรับภาพรวมของดูปองท์ในปีนี้ยังคงมีการเติบโตจากภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะในแถบอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมามีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตต่อเนื่อง โดยดูปองท์ก็เน้นขยายตลาดในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกาทำให้ต้องมองหาตลาดที่มีการเติบโตที่ดีกว่า
ขณะเดียวกันการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ยังมีผลให้ดูปองท์หันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่ากลุ่มอาหารและกลุ่มสินค้าเกษตรจะขยายตัวมากขึ้น รวมถึงสินค้าที่ใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากธรรมชาติ จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตสูงตามกระแสความต้องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ผลประกอบการของดูปองท์ในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มที่ทำรายได้หลักยังคงเป็นกลุ่มเกษตร







