
ภาษีกับกรคงเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
แม้จะไม่มีข่าวดีเกี่ยวกับการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แถมยังมีข่าวร้ายว่า การปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจเลื่อนไปปีหน้า เนื่องจากการเก็บภาษีที่ไม่เข้าเป้าของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีอยู่เพื่อคนที่ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับตนเองเมื่อวัยเกษียณ ที่ตอนนี้ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว คือ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เพื่อกระตุ้นให้ลูกจ้างออมเงินระยะยาวไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ กระทรวงการคลังได้เห็นชอบในการแก้ไขหลักเกณฑ์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้สิทธิยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคล สำหรับลูกจ้างที่ออกจากงานก่อนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ยังคงเงินสะสมและผลประโยชน์ทั้งจำนวนไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจนถึงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยสิทธิดังกล่าวครอบคลุมกรณีลูกจ้างเสียชีวิตหรือทุพพลภาพด้วย จากเดิมลูกจ้างจะได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้ของเงินสะสม และผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เฉพาะกรณีเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุน เสียชีวิต หรือออกจากงานเพราะทุพพลภาพ ซึ่งสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นแนวทางเดียวกับผู้ลงทุน
แม้จะไม่มีข่าวดีเกี่ยวกับการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แถมยังมีข่าวร้ายว่า การปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจเลื่อนไปปีหน้า เนื่องจากการเก็บภาษีที่ไม่เข้าเป้าของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีอยู่เพื่อคนที่ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับตนเองเมื่อวัยเกษียณ ที่ตอนนี้ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว คือ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เพื่อกระตุ้นให้ลูกจ้างออมเงินระยะยาวไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ กระทรวงการคลังได้เห็นชอบในการแก้ไขหลักเกณฑ์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้สิทธิยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคล สำหรับลูกจ้างที่ออกจากงานก่อนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ยังคงเงินสะสมและผลประโยชน์ทั้งจำนวนไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจนถึงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยสิทธิดังกล่าวครอบคลุมกรณีลูกจ้างเสียชีวิตหรือทุพพลภาพด้วย จากเดิมลูกจ้างจะได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้ของเงินสะสม และผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เฉพาะกรณีเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุน เสียชีวิต หรือออกจากงานเพราะทุพพลภาพ ซึ่งสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นแนวทางเดียวกับผู้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้สิทธิอยู่ในปัจจุบัน
การแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2555 ที่อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นภาษีสำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับเนื่องจากลูกจ้างออกจากงานเพราะตาย ทุพพลภาพ หรือเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนเลี้ยงชีพเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่มีสิทธิได้รับจากกองทุนเลี้ยงชีพเนื่องจากลูกจ้างออกจากงานในกรณีอื่น แต่เมื่อออกจากงานแล้วได้คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ทั้งจำนวนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และต่อมาได้รับเงินหรือประโยชน์หลังจากลูกจ้างผู้นั้นตาย ทุพพลภาพ หรือเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักการข้างต้นให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นไป
ประกาศนี้จะเป็นประโยชน์กับมนุษย์เงินเดือนมาก เพราะตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 188) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปรับปรุงตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 202) เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับยกเว้นภาษี เฉพาะกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะ
1.ตาย ทุพพลภาพ หรือเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น โดยกรณีเกษียณอายุ ต้องเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอยู่ในเวลาที่ออกจากงาน โดยการเกษียณอายุตามข้อบังคับนั้นลูกจ้างต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์และต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน ถ้าเป็นสมาชิกยังไม่ถึง ต้องเป็นจนมีระยะเวลาให้ถึงตามกำหนด
2.ออกจากงานในกรณีอื่น (ที่ไม่ใช่ตาย ทุพพลภาพ หรือเกษียณอายุ) แต่ได้คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ทั้งจำนวนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และต่อมาได้รับเงินหรือผลประโยชน์หลังจากลูกจ้างผู้นั้นตาย ทุพพลภาพ หรือครบกำหนดเวลาเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอยู่ในเวลาที่ลูกจ้างผู้นั้นออกจากงาน โดยการเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นลูกจ้างต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน ถ้ายังไม่ถึง ต้องเป็นสมาชิกไปจนมีระยะเวลาการเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน
จะเห็นว่าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ใหม่เป็นประโยชน์กับสมาชิกกองทุนเพิ่มขึ้น เพราะเพิ่มความยืดหยุ่นและน่าจะจูงใจให้ลูกจ้างตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพง่ายขึ้น เพราะแทนที่เดิมต้องรอเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 55 ปีด้วย เช่น หากข้อบังคับกองทุน RMF กำหนดอายุเกษียณที่ 60 ปี ก็ต้องรอถึงอายุ 60 ปีก่อนจึงจะได้รับยกเว้นภาษี แต่หลักเกณฑ์ใหม่ อายุ 55 ปี ก็ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว แต่กฎที่ต้องเป็นสมาชิกกองทุน 5 ปีต่อเนื่องกันยังมีอยู่ เหมือนกับเงื่อนไขของกองทุน RMF
ตัวอย่างตามประกาศกระทรวงการคลัง
ลูกจ้างที่อาจจะเพิ่งตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือผู้ที่ออกจากราชการโดยไม่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและมาเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนเมื่อตอนอายุค่อนข้างมาก เช่น ลูกจ้างสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเมื่ออายุ 52 ปี ลาออกอายุ 54 ปี หากข้อบังคับนายจ้างกำหนดให้เกษียณอายุ 60 ปี ลูกจ้างก็จะเป็นสมาชิกกองทุนเพียง 2 ปีเท่านั้น หากต้องการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องคงเงินในกองทุนอีก 3 ปี ให้ได้ 5 ปีและเมื่อตอนนั้นอายุของลูกจ้างอยู่ที่ 57 ปี เกินกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ก็รับเงินหรือผลประโยชน์โดยไม่ต้องเสียภาษี (ไม่ต้องรอถึงเกษียณ 60 ปีตามกฎหมายเดิม) ประกาศนี้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นไป







