
สหพัฒน์รับขายของทั่วอาเซียน
สหพัฒน์ไอเดียบรรเจิด ดึงคู่แข่งเป็นพันธมิตร อาสาเป็นตัวกลางกระจายสินค้ารับมือเปิดอาเซียน ตั้งเป้า 5 ปีหลังเปิดเออีซี ยอดขายโตเท่าตัว
สหพัฒน์ไอเดียบรรเจิด ดึงคู่แข่งเป็นพันธมิตร อาสาเป็นตัวกลางกระจายสินค้ารับมือเปิดอาเซียน ตั้งเป้า 5 ปีหลังเปิดเออีซี ยอดขายโตเท่าตัว
นายอุดมศักดิ์ โศภนกิจ ที่ปรึกษาบริษัท สหพัฒนพิบูล (SPC) เปิดเผยว่า กลุ่มสหพัฒน์ได้จัดทำแผนธุรกิจระยะ 7 ปี เพื่อรับมือกับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยวางยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ กำหนดจุดยืนของกลุ่มสหพัฒน์ให้เป็น Market Expansion Service เป็นตัวกลางให้กับประเทศต่างๆ ที่อยู่นอกอาเซียน และในอาเซียนเอง สามารถใช้กลุ่มสหพัฒน์เป็นจุดเชื่อมโยงในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ช่วยกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน ทั้งเวียดนาม พม่า กัมพูชา
นอกจากนี้ บริษัทยังรับจ้างผลิตสินค้าจากการที่มีนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 3 แห่ง คือ จ.ลำพูน อ.ศรีราชา และกบินทร์บุรี อีกทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่เมียวดี ประเทศพม่า อีกด้วย ซึ่งนิคมฯ เหล่านี้ถือเป็นอีกจุดแข็งสำคัญของทางกลุ่มสหพัฒน์ เพราะผู้ประกอบการนอกเขตอาเซียนมาผลิตผ่านไทย จะได้รับสิทธิประโยชน์ของกลุ่มเออีซีด้วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการผลิต
“แผนเหล่านี้เพื่อรับมือกับการเปิดเสรีเออีซี ด้วยการนำคู่แข่งมาเป็นคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ จุดแข็งของเครือสหพัฒน์คืออยู่ในธุรกิจอุปโภคบริโภคมาเป็นเวลา 70 ปี มีระบบการกระจายและขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) ที่ดี นอกจากนี้ เรามีจุดยืนชัดเจนว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการสัมปทาน ไม่ยุ่งการเมือง ไม่มีการคอร์รัปชัน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็น เพื่อให้ใช้กลุ่มสหพัฒน์เป็นฐานในการทำธุรกิจเจาะตลาดอาเซียน” นายอุดมศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ในแผน 7 ปีนั้น แบ่งออกเป็น 2 ปีแรกจะเป็นการเตรียมตัวเจรจากับคู่ค้าต่างๆ เหล่านี้ให้มาใช้บริการกระจายสินค้าของทางกลุ่มสหพัฒน์ และคาดว่า 5 ปี หลังจากเปิดเออีซีไปแล้วตั้งเป้าหมายว่าจะมีจำนวนสินค้าภายใต้การจัดจำหน่ายของกลุ่มสหพัฒน์ประมาณ 6,000 ยี่ห้อ โตเท่าตัวจากปัจจุบันที่มีจำนวน 3,000 ยี่ห้อ ภายใต้บริษัทในเครือ 200 แห่ง และเฉพาะในส่วนของสหพัฒนพิบูลเอง คาดว่ายอดขายจะโตเท่าตัว จากปัจจุบันมียอดขาย 2.8 หมื่นล้านบาท
นายอุดมศักดิ์ กล่าวอีกว่า นักลงทุนจากต่างประเทศไม่จำเป็นต้องใช้ทางกลุ่มสหพัฒน์ช่วยจัดจำหน่ายสินค้าก็ได้ แต่สามารถให้ช่วยในการมองหาโอกาสในการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมามีนักลงทุนในหลายๆ ประเทศสนใจเข้ามา อย่างเช่นประเทศจีน ซึ่งแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าไม่ได้มุ่งเน้นทำการค้า แต่สนใจจะมาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้มีเงินทุนจำนวนมากจึงมองหาโอกาสการลงทุน โดยให้ความสนใจกลุ่มรถยนต์ ก่อสร้าง สินค้าประเภทเคมี
ด้านราคาหุ้น SPC ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากต้นเดือน ส.ค. อยู่ที่ 41.75 บาท และวันที่ 24 ก.ย. ขึ้นมาปิดที่ 56.50 บาท ท่ามกลางผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือดีขึ้น







