
แผน 3 ปีดุสิต ย้ำแบรนด์แข็งสู้ท่องเที่ยวโลกแข่งดุ
ผ่านร้อนผ่านหนาวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมาร่วม 60 ปี สำหรับโรงแรมเครือดุสิตธานีและดุสิตปริ๊นเซส ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรมไทยอันดับต้นๆ ที่บริหารจัดการและสร้างแบรนด์จากฝีมือคนไทย
ผ่านร้อนผ่านหนาวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมาร่วม 60 ปี สำหรับโรงแรมเครือดุสิตธานีและดุสิตปริ๊นเซส ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรมไทยอันดับต้นๆ ที่บริหารจัดการและสร้างแบรนด์จากฝีมือคนไทย
ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้บริหารโรงแรมในเครือดุสิตธานี ดุสิตปริ๊นเซส ดุสิต ดีทู เล่าถึงกลยุทธ์ตลาดปี 25562558 ว่า บริษัทมีแผนขยายโรงแรมพร้อมการสร้างแบรนด์โรงแรมดุสิตธานี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดต่างประเทศจะมุ่งรับบริหารโรงแรมในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางการท่องเที่ยวสูง
ทั้งนี้ ในปีหน้าได้เตรียมเปิดโรงแรมใหม่ 3-4 แห่ง ได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นิวเดลี อาบูดาบี ฯลฯ เพื่อรองรับการใช้บริการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะการเปิดตลาดในประเทศสหรัฐ จะช่วยยกระดับแบรนด์โรงแรมดุสิตให้มุ่งสู่ระดับอินเตอร์มากขึ้น
“ดุสิตมีความพร้อมที่จะขยายโรงแรมและสร้างแบรนด์ในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าไปลงทุนยังแถบอเมริกาและยุโรป ซึ่งได้มองหาโรงแรมที่มีศักยภาพทางยุโรปด้วย” ชนินทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ ได้เตรียมแผนลงทุนโรงแรมและวิทยาลัยดุสิต ที่ประเทศพม่า คาดว่าจะมีความชัดเจนเรื่องแผนในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยมองว่าตลาดพม่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์ด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ รัฐบาลไทยและเอกชนท่องเที่ยวควรมองถึงศักยภาพและโอกาสทางการตลาด ที่ประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศพม่า มากกว่ามองว่าพม่าเป็นตลาดที่น่ากลัว
การรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังใน 3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะทำให้โรงแรมดุสิตมีจำนวนห้องพักในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 1,400 ห้อง จากปัจจุบันมีที่กรุงมะลิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ไคโร ประเทศอียิปต์ มัลดีฟส์ และดูไบ เฉลี่ยแห่งละ 200-300 ห้อง
สำหรับแผนตลาดในประเทศ จะเน้นลงทุนสร้างโรงแรมด้วยงบประมาณจากกองทุน ซึ่งจะเน้นขยายตามหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต สมุย ฯลฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างหาพื้นที่ลงทุน ในอนาคตสัดส่วนรายได้จากการรับบริหารโรงแรมต่างประเทศ และการลงทุนก่อสร้างโรงแรมในประเทศไทยเป็นอย่างละครึ่ง จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้กว่า 80% เป็นตลาดในประเทศ 20% เป็นตลาดต่างประเทศ
ชนินทธ์ เล่าว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตดี เนื่องจากประเทศไทยมีสินค้าทางการท่องเที่ยวดี และวัฒนธรรมไทยโดดเด่น แต่ผู้มาทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักการเมืองที่เข้ามากำกับด้านการท่องเที่ยวไม่มีความรู้ ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสูญเสียโอกาสทางการตลาดไปอย่างน่าเสียดาย
โดยเฉพาะนโยบายการผลักดันให้ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ทั้งๆ ที่การเพิ่มรายได้ค่าใช้จ่ายต่อคนลดลง ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกในสายตานักท่องเที่ยว
ทางรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเรื่องการกระจุกตัวการเดินทาง โดยต้องกระจายนักท่องเที่ยวไปยังหัวเมืองรองมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยว
“ทุกวันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับภาคเอกชน ทำงานไปคนละทิศละทางไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกัน การตั้งเป้าหมายและนโยบายการทำงานของรัฐไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานสภาพความเป็นจริง การทำงานส่วนใหญ่เกิดจากการแย่งชิงอำนาจ ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไม่เกิดการพัฒนา หรือเดินหน้าอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับประเทศที่เปิดใหม่ด้านท่องเที่ยว อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย สามารถพัฒนาได้ไกล และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย” ชนินทธ์ กล่าวทิ้งท้าย







